เมืองบาดาล

เมืองบาดาล ในช่วงหน้าแล้ง ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม น้ำในแม่น้ำลดลงมากจนสามารถเดินเข้าไปในโบสถ์เก่าได้ สิ่งที่เหลือไว้ให้เห็น เป็นส่วนของกำแพงด้านนอกโบสถ์ ตัวโบสถ์เหลือเพียงผนัง ไม่มีส่วนหลังคาโบสถ์ให้เห็น

ภายในผนังโบสถ์ยังมีให้เห็นลวดลายศิลปะแบบมอญหลงเหลือให้เห็น เป็นลายซุ้มองค์พระพุทธรูปอยู่ตามผนัง แต่เดิมมีทั้งหมด 2500 องค์ แต่ก็มีหลายส่วนที่หลุดหายออกไปเพราะโดนน้ำเซาะบ้าง หลุดหล่นลงมาแตกบ้าง ช่องประตูหน้าต่าง ยังเห็นร่องรอยกรอบของซุ้มประตูหน้าต่างเป็นลวดลายปราสาทยอดแหลม ด้านหน้าโบสถ์ยังเหลือส่วนที่เคยเป็นบันไดทางขึ้น ส่วนซุ้มประตูทางเข้าเขตอุโบสถ มีให้เห็นเพียงซุ้มประตูบางด้าน บริเวณด้านนอกโบสถ์จะเห็นเศียรพระหักวางไว้ ส่วนภายในมีรูปถ่ายหลวงพ่ออุตตมะให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชา ซึ่งจะมีเด็กๆ ชาวมอญคอยเดินขายดอกไม้ และคอยเป็นไกด์ให้ด้วย

ช่วงหน้าหนาว หรือหลังฤดูฝน การชมวัดใต้น้ำทำได้เพียงล่องเรือไปในบริเวณใกล้กับโบสถ์ ซึ่งอาจจะเห็นผนังโบสถ์บางส่วนโผล่พ้นน้ำ หรือในฤดูน้ำมากก็อาจไม่เห็นเลย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางคนจัดเป็นทริปดำน้ำเพื่อดูโบสถ์ใต้น้ำก็มี

วัดวังก์วิเวการามเดิมนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2498 ufabetเป็นวัดที่เกิดจากพลังความเลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ จุดที่ตั้งของวัดนี้ อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ คือบริเวณเนินที่มีแม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำบิคลี่ ซองกาเลีย และรันตี มารวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย

ในปี พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนท่วมตัวอำเภอเก่า ในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ หมู่บ้านชาวมอญอีกกว่า 1,000 หลังคาเรือน รวมถึงวัดวังก์วิเวการามเดิม ทางการจึงได้อพยพชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ออกจากบริเวณที่น้ำท่วม และย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาด้านฝั่งตะวันตกของลำน้ำแควน้อยในปัจจุบัน บริเวณวัดเดิม ถูกปล่อยให้จมอยู่ใต้น้ำ เป็นที่รู้จักกันในนามของ “วัดใต้น้ำ” หรือ เมืองบาดาล ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในแบบ Unseen Thailand

พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า

พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า ตั้งอยู่ด้านข้างสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท ทีบีอาร์ซี จำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงข้อมูลการสร้างทางรถไฟจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปยังสถานีธันบูซายัต ประเทศพม่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ภายในพิพิธภัณฑ์แสดงข้อมูลในการสร้างทางรถไฟ การวางแผนการก่อสร้าง เส้นทางลำเลียงคนงาน (เชลยศึก) ufaสภาพความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของเชลยศึก การสิ้นสุดทางรถไฟ กล่องไฟแสดงการกระจายเชลยศึกไปยังจุดต่างๆ ในเอเชียของญี่ปุ่น แบบจำลองเส้นทางรถไฟจากสถานี
ชุมทางหนองปลาดุกถึงธันบูซายัต แบบจำลองการตัดภูเขาเพื่อสร้างทางรถไฟ แบบจำลองค่ายพักเชลยศึก
หุ่นเชลยศึกขนาดเท่าตัวจริง ห้องสำหรับชมวีดีโอและภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว


พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า จัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่การเข้ามา ของทหารญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ออกแบบและเกณฑ์เชลยศึกมาร่วมกันก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ ระหว่างการสร้างมีผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมากจึงได้ชื่อว่าทางรถไฟสายมรณะในปัจจุบันนอกจากนี้ยังจัดแสดงสภาพภูมิศาสตร์ของทางรถไฟ สภาพชีวิตในค่ายเชลยศึก ด้านการแพทย์ การทิ้งระเบิดและการทำลายทางรถไฟ รวมไปถึงเหตุการณ์หลังจากสงครามยุติ

ถ้ำน้ำตก

ถ้ำน้ำตก อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เป็นสถานที่แอดแวนเจอร์ ที่มีการผจญภัยในป่า ทั้งเดินป่า ปีนเขา ว่ายน้ำ แม้กระทั่งกระโดดน้ำ พร้อมกับชมความสวยงามของหินงอกหินย้อยที่สูงท่ีสุดในโลก คือ 62.5 เมตร

มีพื้นที่เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพระฤษี ป่าเขาบ่อแร่ และป่าน้ำโจน อยู่ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีที่มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่ตำบลชะแล ตำบลท่าขนุน ตำบลสหกรณ์นิคม ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยให้มีการสำรวจไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ufaเพราะพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านป่าไม้ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ​ มีแหล่งธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งถ้ำในบริเวณลำคลองงู น้ำตก และความเป็นสภาพป่าที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ป่าที่สำคัญอื่นๆ

ถ้ำขุนไกร

ถ้ำขุนไกร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวจังหวัด 2 ก.ม. นับเป็นแหล่งเรียนรู้ เขาถ้ำขุนไกร ดินแดนพิศวง

บ่ายๆ 14 พ.ย.2557 ขับรถไปเก็บภาพเทือกเขาถ้ำขุนไกร เพราะเมื่อสักห้าปีที่แล้วขับรถมาผ่านหน้าวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี เจอพระหลวงตาแก่ๆ รูปหนึ่งเดินอยู่ จอดรถแล้วถามว่า “หลวงตาจะไปไหนผมจะไปส่ง” แล้วหลวงตาก็บอกทางเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกวังสารภีเข้าถนนเลี่ยงเมือง

(เส้นทางนี้จะไปออกแยกแก่งเสี้ยน ทางไปไทรโยค หรือศรีสวัสดิ์)ไปได้สักสามกิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าที่มีวัดหัวนาอยู่มุมทางเข้า เลี้ยวขวาตรงเข้าไป ระหว่างทางหลวงตาเล่าว่า เป็นคนเมืองกาญจน์แต่ไปอยู่วัดทางสุพรรณบุรี

จะมาหาโยมอุปัฏฐากเพื่อต้องการบริขารใหม่ ถามหลวงตาว่าทำไมไม่นั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หลวงตาบอกว่ากลัว ขับรถจากทางแยกไปรู้สึกว่าไกลมาสัก 10 กิโลเมตรได้ ผ่านวัดถ้ำขุนไกร เป็นเทือกเขาที่มีถ้ำชื่อว่า “ถ้ำขุนไกร” ดังภาพหมายเลข 1 , 2 และ 3

ตามประวัติคือ นายไกร หรือต่อมาคือขุนไกรพ่อของขุนแผนเป็นพรานป่า มีถิ่นเกิดคือแถวเขาชนไก่ (สถานที่ฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหารในปัจจุบัน) เดิมทีก็มีวิชาอาคมอยู่แล้วเพราะเรียนมาจาก “หลวงตาบุญ”

วัดส้มใหญ่ (วัดเก่าแก่ใน ต.หนองขาว) ได้มาแถวป่าแห่งนี้ ฝนตกหนักจึงหลบเข้าถ้ำ เจอกับพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อ อาจารย์ “คง”ufabet (ต่อมารู้ว่าอาจารย์ “คง” เป็นเจ้าอาวาสวัดแค สุพรรณบุรี) คุยถูกอัธยาศัยกัน

จึงได้ร่ำเรียนวิชาอาคม ทำให้เป็นพรานที่มีชื่อเสียงว่าอาคมแก่กล้ามาก จนถูกตามตัวให้มารับราชการที่สุพรรณบุรี เป็น “ขุนไกร” คอยสู้รบกับพม่า ขุนแผนอายุได้สองขวบ “ขุนไกร” ต้องโทษถึงประหารชีวิต ยามเมื่อขุนแผนจะมาทำสงครามกับพม่า ก็จะมาตั้งศาลเพียงตาที่ถ้ำแห่งนี้

เมื่อเลย”ถ้ำขุนไกร” มาสักไม่มาก ยังไม่สุดเทือกเขาถ้ำขุนไกร หลวงตาชี้ไปทางเทือกเขาและชี้ให้ดูว่า (ภาพหมายเลข 1 จุดเกิดเหตุ 1 และภาพหมายเลข 5) แถวนี้มีเมืองลับแล สมัยเมื่อหลวงตายังเป็นฆาราวาสยังไม่ได้บวช ขึ้นไปบนเขา เหมือนมีคนขว้างอะไรข้ามหัวมาเกือบโดน ปรากฎว่าเป็น “เขาควาย” ขับรถไปสุดเขาต่อทางดินอีกสักหน่อยก็ถึงบ้านโยมอุปัฏฐากของหลวงตา

ไม่นึกว่าวันที่ขับรถมาเก็บภาพ จะมีเหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้น (ภาพหมายเลข 1 จุดเกิดเหตุ 2) เมื่อสองปีที่แล้วชาวบ้านเล่าว่า มีเด็กหนุ่มจากหนองขาวมาหาเพื่อนแถวๆ นี้ ถือปืนยาวเข้าไปในป่า เป็นป่าอีกด้านหนึ่งของเขาถ้ำขุนไกร แถวๆ วัดร้างเรียกว่า “วัดพุคอก” แต่ไม่ยอมกลับมา เพื่อนจึงออกตามหา มาเจอเอาตอนเช้ามึดจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล อยู่ในสภาพทิ้งเสื้อผ้า ทิ้งปืนแบบกระจัดกระจาย มีรอยเถือกบนพื้นดินเป็นแอ่งเหมือนจะดิ้นอย่างทุรนทุราย มารู้ภายหลังว่าเดินตามผู้หญิงผมยาวเข้าไปในป่า

อุทยานแห่งชาติทะเลบัน

อุทยานแห่งชาติทะเลบัน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 196 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าหัวกะหมิง ป่ากุปัง ป่าปุโล้ต และป่าควนบ่อน้ำ ในท้องที่ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน และตำบลเกตรี ตำบลบ้านควน ตำบลปูยู อำเภอเมืองจังหวัดสตูล

ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2523 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 20 ของประเทศ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีเขาวังช้าง เขาหินร้อง เขาวังพะเนียด เขาจีน เขามดแดง เขาหาบเคย เขากวงใหญ่ เขากวงเล็ก เขาวังหมู เขาวังกลวง เขากายัง เขากล่ำ เขาปูยู และเขาวังกูนอง

เป็นยอดเขาสำคัญ โดยมีเทือกเขาจีนเป็นยอดเขาสูงสุด สูง 756 เมตรufaจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาจีนยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญมากมายทั้ง คลองกลางบ้าน คลองยาโรย และคลองตูโย้ะ ทำให้เกิดน้ำตกสวยงามมีชื่อเสียงอย่างน้ำตกยาโรย และน้ำตกโตนปลิว ไม่เพียงเท่านี้คุณยังสามารถพบสภาพป่าหลากหลายทั้งป่าดงดิบ ที่เป็นที่อยู่ของชาวซาไกหรือเงาะป่า ป่ารุ่นหรือป่าเหล่า และป่าชายเลน

ในพื้นที่ของอุทยานฯ ทะเลบัน และด้วยความสมบูรณ์ของป่าไม้ทำให้ที่นี่มี หมาน้ำหรือเขียดว้าก สัตว์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของหนองน้ำทะเลบันเลย เขียดว้ากชอบอาศัยอยู่ตามป่าบากง จะส่งเสียงร้องคล้ายเสียงของลูกสุนัข และจะส่งเสียงว้ากในฤดูผสมพันธุ์

อุทยานฯ ทะเลบัน มีพื้นที่ป่าทางด้านทิศใต้ติดกับรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ความสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ เมื่อรวมเข้ากับความงามของเขามดแดงกับเขาจีนที่เป็นภูเขาหินปูนแกรนิตด้วยแล้ว

อุทยานฯ ทะเลบัน จึงมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติน่าสนใจมากมายทั้ง ถ้ำโตนดิน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 1.5 กิโลเมตร ภายในถ้ำลึก 700 เมตร เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย และยังมีเครื่องมือขุดแร่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลงเหลืออยู่ด้วย บึงทะเลบัน บึงน้ำจืดขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 125 ไร่ เกิดจากการยุบตัวของแผ่นดินกลางหุบเขาของเทือกเขาจีนและเขาวังประ ภายในบึงมีปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำอื่นๆ อาศัยอยู่มาก

น้ำตกวังสายทอง

น้ำตกวังสายทอง เป็นน้ำตกชั้นหินปูนขนาดใหญ่ ที่มีความสวยงามและมหัศจรรย์ที่น่าหลงใหล ซึ่งเป็นน้ำตกหินปูนแห่งแรก ในภาคใต้ เดินแล้วไม่ลื่น ปราศจากตะใคร่น้ำซึ่งยังสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นในความปลอดภัยต่อการปีนป่ายสู่ขั้นสูง พร้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ ที่หาดู แต่ละชั้นไหลลดหลั่นกันมาไหลผ่านชั้นหินปูนสีเหลืองอร่ามดั่งทองกระทบกับแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว สามารถเดินชมได้จนถึงแหล่งน้ำ

ความงามของน้ำตกวังสายทองจึงอยู่ที่แอ่งน้ำแต่ละชั้นลดหลั่นกันลงมาจากชั้นบนสุดถึงต่ำสุดคล้ายดอกบัวคือส่วนบนจะแคบ ส่วนข้างล่างจะกว้างออก แต่ละชั้นเดินข้ามไปมาได้ง่าย มีต้นมาขึ้นแซมสลับใช้จับเกาะได้ รอบๆน้ำตกมีตกไม้ใหญ่น้อยufabet ช่วยให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะที่จะไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างดี


ต้นน้ำของน้ำตกวังสายทองเกิดจากคลองวังน้อยสายน้ำเกิดจากการทะลักของน้ำในถ้ำใต้ภูเขา ไหลออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งน้ำต่างๆ ที่รองรับด้านล่างลักษณะเป็นชั้นๆ จุดเด่นของน้ำตกคือมีพื้นดินเป็นหินปนทราย บริเวณก้อนหินจะไม่เกิดตะไคร่น้ำจับ สามารถเดินข้ามไปมาได้สะดวก ไม่เกิดอุบัติเหตุ

อ่างเก็บน้ำห้วยสังเคียบ

อ่างเก็บน้ำห้วยสังเคียบ ตั้งอยู่บ้านเหล่าภูพาน หมู่ที่ 4 ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ และตั้งอยู่บ้านโคกใหม่ คุ้มบุ่งนางเลิศ หมู่ที่ 7 ตำบลมหาไชย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ

เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ตั้งอยู่ระหว่าง 2 ตำบล คือ ตำบลแซงบาดาล และ ตำบลมหาไชย สร้างเมื่อปี พ.ศ.2540 ufabetเป็นสถานที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจ มีบรรยากาศบริสุทธิ์ เหมาะแก่การออกกำลังกาย เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ปัจจุบันมีร้านอาหารเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และมีแพไม้ไผ่ไว้คอยบริการทางน้ำอีกทางหนึ่งด้วย

อ่างเก็บน้ำที่มีทิวทัศน์สวยงามมาก บรรยากาศรอบๆล้อมรอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่
เหมือนกับภาพวาดตอนเด็กๆเลยครับ มีภูเขาแล้วก็มีแอ่งน้ำ

นอกจากนี้ยังมีสะพานมาประณีตที่ใช้ข้ามไปยังเกาะแก้วเบญจรัตน์ ซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำ
ภายในเกาะมีอนุสรณ์เจ้าเมืองต่างๆ ของจังหวัดกาฬสินธุ์ และประดิษฐานพระพุทธสมเด็จชุมเย็นมิ่งเมืองกาฬสินธุ์ หล่อด้วยโลหะทอง เหลืองรมดำ จำลองจากพระพุทธรูปหลวงพ่อองค์ดำ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองกาฬสินธุ์

ตลาดหัวตะเข้

ตลาดหัวตะเข้ เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความพยายามในการฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังจากซบเซามานาน ชาวชุมชนหัวตะเข้ได้ร่วมกันฟื้นฟูชุมชน ในปี ๒๕๕๒ โดยพยายามหาจุดเด่นของสถานที่มาเป็นจุดขายได้อย่างน่าสนใจ มีการทำวิจัยและพัฒนากิจกรรมทางการท่องเที่ยวโดยอาศัยความมือกับสถาบันการศึกษา

ด้วยการใช้งานศิลปะมาเป็นสื่อกลางในการฟื้นฟูตลาด ซึ่งใกล้ๆ กับตลาดหัวตะเข้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น วิทยาลัยช่างศิลป์ลาดกระบัง ที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และโรงเรียนศึกษาพัฒนา ที่เข้ามามีบทบาทร่วมกับชาวชุมชนในการฟื้นฟูตลาดแห่งนี้

ตลาดหัวตะเข้ได้เผชิญวิกฤติเพลิงไหม้อีก ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๕๖ และ ปี ๒๕๕๗ ufaจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ทำให้ชาวชุมชนเกิดการตื่นตัวในการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาต่างๆ ของชุมชนมากยิ่งขึ้น และร่วมกันพัฒนางานด้านการท่องเที่ยวและเรียนรู้ของตลาดหัวตะเข้ จนทำให้ในปัจจุบัน

ภายในตลาดมีแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้มากมาย อาทิ บ้านสามครู บ้านที่อาจารย์วิทยาลัยช่างศิลป์ลงขันลงแรงร่วมสร้างสรรค์ขึ้นมาในชุมชน มีการจัดแสดงานศิลปะหมุนเวียน การสอนเวิร์คช๊อปสำหรับผู้ที่สนใจ ร้านเอเฟรม แหล่งขายอุปกรณ์ศิลปะ ในตลาดที่นักศึกษาช่างศิลป์แวะเวียนมาใช้บริการอย่างยาวนาน ศูนย์การเรียนรู้วิถีถิ่นหัวตะเข้ สถานที่บอกเล่าเรื่องราวของตลาด สี่แยกหัวตะเข้ คาเฟ่ แอนด์ เกสท์เฮ้าส์ โฮมสเตย์ แนวอนุรักษ์วิถีชุมชน ฯลฯ ทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่แสวงหาแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง

ชุมชนหัวตะเข้ ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตลาดกระบังของกรุงเทพฯ แต่เดิมมีประชาชนอาศัยอยู่ริมคลองศีรษะจระเข้ใหญ่ซึ่งไหลในแนวทิศเหนือ – ใต้ เมื่อครั้งมีการขุดคลองประเวศบุรีรมย์ในแนวตะวันออก – ตะวันตก ได้แบ่งคลองออกเป็นสี่แยก

คลองซึ่งถูกแยกทางฝั่งเหนือ เรียกว่าคลองลำปะทิว หรือลำปลาทิวในปัจจุบันเรียกกันทั่วไปว่า สี่แยกศีรษะจระเข้ใหญ่ ในเวลาต่อมาเป็นที่รู้จักกันคือ“สี่แยกหัวตะเข้ ”เหตุที่ชื่อว่า “หัวตะเข้” ก็เพราะแต่ก่อนนี้มีจระเข้ชุกชุม ประชาชนที่อาศัยมีอาชีพหลักคือเป็นเกษตรกร ปลูกข้าว ทำแปลงเกษตรกรรม เลี้ยงปลา และสัตว์

ซึ่งใช้เป็นพาหนะตลอดจนอุปโภค บริโภค กลุ่มชนส่วนใหญ่เป็น ชาวไทย ไทยรามัญ ผสมผสานกับชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวจีน เรือนพักอาศัยมักปลูกเรียงรายริมคลอง จึงทำให้บริเวณแยกคลองประเวศ มีตลาดชุมชนริมน้ำขนาดใหญ่ดังเช่น ตลาดหัวตะเข้ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองประเวศบุรีรมย์ตัดกับคลองลำปลาทิว สันนิษฐานว่าตลาดน่าจะมี มาในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ภายหลังการขุดคลองประเวศบุรีรมย์แล้วเสร็จในปี ๒๔๒๓

“ตลาดหัวตะเข้”เดิมมีลักษณะเป็นเรือนแถวไม้ชั้นเดียวปลูกสร้างวางตัวยาวขนานริมคลองทั้งสี่มุม ของบริเวณสี่แยกหัวตะเข้ รวมร้านค้ามากกว่าร้อยห้อง ด้านหน้าเรือนแถวเป็นชานไม้มีหลังคาคลุมเป็นทางเดินกว้างจรดริมคลอง

ซึ่งสามารถใช้เป็นที่จอดเรือ ซื้อขาย ขนถ่ายสินค้าได้ยาวตลอดแนว กรรมสิทธิ์ที่ดินฝั่งเหนือคลองประเวศของตลาดส่วนใหญ่ อยู่ในความครอบครองของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ผู้อำนวยการขุดคลองประเวศ ซึ่งต่อมาได้ตกทอดเป็นของท่านเลี่ยมบุนนาค ธิดาลำดับที่ ๒๔ ที่ดินฝั่งใต้คลองประเวศเป็นของเอกชน ซึ่งเปลี่ยนการถือครองมาหลายครั้ง

ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของคุณสมบูรณ์ วงศ์อุไร บุตรเขยของตาหยิน แซ่จั๋ง จีนแคะเจ้าของตลาดตั้งแต่ริมน้ำต่อเนื่องมาจนตลาดบก ซึ่งได้สร้างขึ้นภายหลัง เมื่อมีการตัดถนนลาดกระบัง (สุขุมวิท ๗๗) เรือนร้านค้าริมน้ำฝั่งใต้แยกออกเป็น ๒ ช่วง ตรงกึ่งกลางเรือนแถวมีการสร้างสะพานเชื่อมคลองทั้งสองฝั่ง

ร้านค้าฝั่งใต้ด้านซ้ายส่วนใหญ่ขายของสด เช่น ผัก เนื้อต่างๆ ด้านริมขวายาวจรดแยกคลองหัวตะเข้ เป็นโชว์ห่วยขายของอุปโภคในชีวิตประจำวัน เครื่องมือเกษตรและเสื้อผ้ามีร้านรวงคึกคักมีชีวิตชีวาซึ่งทำให้ตลาดหัวตะเข้ในอดีตเป็นชุมชนตลาดใหญ่ ที่คนจากพื้นที่ใกล้เคียงมาซื้อขายสินค้าอย่างหนาแน่นโดยเฉพาะ ทุกวันพระจนกลายมาเป็นตลาดริมน้ำขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งริมคลองประเวศบุรีรมย์ที่เคยเฟื่องฟูในอดีต

จุดชมวิวทิวทัศน์ริมโขง

จุดชมวิวทิวทัศน์ริมโขง อำเภอชานุมานมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขงเป็นระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร ทำให้มีลักษณะทางธรรมชาติ และทัศนียภาพของบรรยากาศสองฟากฝั่งโขงที่งดงามน่าประทับใจ

โดยเฉพาะบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอชานุมาน มีทางเดินเลียบริมฝั่งโขงเป็นระยะทางยาวเหมาะแก่การเดินชมทัศนียภาพ สามารถมองเห็นดอนชะโนดซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางลำน้ำโขงและในช่วงฤดูแล้งเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคม ufaมองเห็นแก่งกลางแม่น้ำโขง

เป็นจุดที่มีการข้ามชายแดนไปมาระหว่าง ชาวไทย-ลาว สามารถมองเห็นดอนชะโนด ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางลำน้ำโขง ซึ่งมีประชากรลาวอาศัยอยู่ประมาณ 60 หลังคาเรือน

แก่งต่างหล่าง

แก่งต่างหล่าง สถานที่ตั้ง ริมแม่น้ำโขงที่หมู่บ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลชานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ สิ่งดึงดูดใจเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่มีแหล่งน้ำ

หาดทรายสวยงาม และมีร้านอาหารประเภทปลาจากลำน้ำโขงชนิดต่างๆ ให้เลือกรับประทานได้
เส้นทางเข้าสู่แก่งต่างหล่าง จากตัวอำเภอชานุมานไปตามเส้นทางอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานีกับจังหวัดมุกดาหาร ระยะทางประมาณ กิโลเมตร ufa

ลักษณะเป็นโขดหินขรุขระอยู่ริมแม่น้ำโขง เป็นศิลาแลงคล้ายชามหรืออ่าง ฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่หน้าแล้งแอ่งนี้จะมีความสวยงามมาก เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อน