สาระน่ารู้

ภูมิศาสตร์ที่ สุดยอดในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย

วันนี้เราจะพาทุกคนไปดู ภูมิศาสตร์ที่สุดยอด ในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยจะมีที่ไหนยังไงบ้าง ไปดูกันครับผม

1. อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรก

2. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

3. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีพื้นที่อยู่ใน 4 จังหวัด คือ โคราช สระบุรี นครนายก และปราจีนบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติแรกที่มีพื้นที่ป่าไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

4. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นจุดที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,562 เมตร

5. แม่น้ำชี เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 765 กิโลเมตร

6. คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 73 กิโลเมตร

7. น้ำตกปิตุ๊โกร จ.ตาก เป็นน้ำตกที่มีความสูงมากที่สุดในประเทศไทย

8. บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ คือทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 132,737 ไร่

9. เกาะภูเก็ต เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 543 ตารางกิโลเมตร

10. แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เป็นแหลมทะเลที่มีความยาวมากที่สุด

แต่ละที่สุดยอดไปเลยใช่ไหม !?

ภูมิศาสตร์ที่สุดยอด ในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย !! - สาระน่ารู้

อ่านต่อ

กินอาหารหน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี

กินอาหาร หน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี

การ กินอาหาร ในหน้าร้อน มักเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หากจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเช่นนี้ ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงของหมักดอง หรืออาหารทะเล และตัวช่วยที่ดีอีกอย่างคือ ควรกินร้อนช้อนกลางจะดีที่สุด

ไม่ว่าฤดูไหนในเมืองไทยก็ดูร้อนไปซะหมด แต่จะร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นช่วงฤดูร้อนนี่ล่ะค่ะ และสิ่งที่ตามมากับ
อากาศร้อนๆ แบบนี้ ก็มักเป็นปัญหาที่มาจากการกินอาหาร เพราะเจ้าเชื้อโรคต่างๆ มักเจริญเติบโตได้ดี แล้วเราควรเลือกกินอาหารอย่างไรให้ห่างไกลจากอาการท้องเสีย ตามไปดูกันเลยค่ะ

หากจะ กินอาหาร หน้าร้อน ต้องเลือกอย่างถูกวิธี !! สาระน่ารู้

โรคที่มากับหน้าร้อน

มักเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพราะในฤดูร้อนเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคชอบเป็นพิเศษ และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว อาหารที่ใช้กะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียเร็วกว่าปกติ นอกจากอาหารแล้วเครื่องดื่มก็สำคัญ โดยเฉพาะน้ำแข็ง ยิ่งร้อนมากเท่าไรยิ่งอยากกินน้ำแข็งมากขึ้น รู้ไหมคะว่าน้ำแข็งมักไม่ค่อยสะอาด อาการอีกอย่างที่ชอบเกิดในช่วงนี้คือ จะทำให้เราเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินไม่ตรงเวลา ส่งผลถึงระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น

กินอย่างไรให้ดี

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ช่วงอากาศร้อนร่างกายจะขับเหงื่อออกมาก ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ การได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันคือ 0.05 ลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ต้องการน้ำ 2.5 ลิตร (8-10 แก้ว) นอกจากน้ำเปล่าแล้ว ควรกินผลไม้ที่น้ำเพิ่มเติมด้วย เช่น แตงโม แตงกวา ฟัก เป็นต้น

2. เลี่ยงของหวาน
อากาศร้อนยิ่งทำให้อยากกินของเย็นๆ มากยิ่งขึ้น เช่น ไอศกรีมเพื่อดับร้อน ความจริงแล้วเราสามารถกินได้ แต่ไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะทั้งหวานทั้งมัน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากเป็นไอศกรีมกะทิอาจจะทำให้ปวดท้องได้เมื่อกินในปริมาณมาก แนะนำให้เลือกกินประเภท ซอร์เบท (Sorbet) หรือเปลี่ยนเป็นสมูทตี้ เบอร์รี่ หรือผลไม้อื่น จะให้ความสดชื่นมากยิ่งขึ้น และในส่วนของน้ำแข็งขอให้เน้นที่ความสะอาดด้วยค่ะ

3. เลือกกินเป็นพิเศษ
อาหารที่ต้องระวัง ได้แก่ อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ที่เก็บในอุณหภูมิไม่เพียงพอ ส่งผลให้อาหารไม่สด เมื่อนำมาปิ้งย่างไม่สุก หรือ นำมายำใส่ผักสด เช่น ส้มตำ ปลาหมึกย่าง ยำหอย ยำทะเล ก็จะพลอยทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ นอกจากนี้ อาหารที่มีไก่และไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวมันไก่ น้ำสลัด หรือมายองเนส ซึ่งมีไข่แดงดิบเป็นส่วนประกอบ ในไก่และไข่ที่ไม่สุกอาจจะมีเชื้อแซลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้เช่นกัน

4. งดอาหารหมักดอง
โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาด เพราะอากาศร้อนทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี เช่น ยีสต์และเชื้อรา กะปิ แหนม ปลาร้า เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน นอกจากนี้ ถ้ามีเชื้อไวรัสก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะในแหนม นอกจากจะมีโอกาสได้รับพยาธิตัวตืดแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

5. งดน้ำแข็ง
ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งทั้งแบบก้อน และแบบไสละเอียด ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่น่าเป็นห่วง เพราะกระบวนการผลิตมักทำกันแบบง่ายๆ ไม่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ไปจนถึงเครื่องมือ รวมถึงขั้นตอนการจัดส่ง การบริโภคน้ำแข็งที่ไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์ ฯลฯ

6. กินร้อนช้อนกลาง
การกินอาหารร้อน ปรุงสดใหม่ ทำให้ปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการใช้ช้อนกลางตักอาหาร ยังสามารถป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านทางน้ำลายลงในอาหาร ซึ่งมีถึง 8 โรคด้วยกัน คือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คอตีบ คางทูม โบลิโอ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบบี และโรคซาร์ส ฉะนั้นช้อนกลางจึงถูกเปรียบเปรยเป็น “กำแพงกั้นเชื้อโรค” และยังช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากน้ำลายลงสู่อาหาร ทำให้อาหารบูดเสียได้ช้าลงอีกด้วย เรียกได้ว่าคนก็ปลอดภัย อาหารก็ปลอดเชื้อนั่นเองค่ะ

อ่านต่อ

อาหารรักษาไข้หวัด กินง่ายหายเร็ว ไม่ต้องไปหาหมอ

แนะนำอาหารรักษาไข้หวัด กินง่ายหายเร็วเป็นปลิดทิ้ง

เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงร่างกายก็อ่อนแอตามไปด้วย ซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ มีเสมหะ เป็นต้น แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะมี อาหารรักษาไข้หวัด ได้ โดยที่คุณไม่ต้องไปหาหมอ

อาหารรักษาไข้หวัด กินง่ายหายเร็ว ไม่ต้องไปหาหมอ

เจ็บคอ ไอ ไข้หวัด อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง คนที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงก็มักจะเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะ “ไข้หวัด” ที่นับว่าเป็นโรคยอดฮิต แต่ถ้าคุณไม่อยากเป็นหวัด หรืออยากให้อาการหวัดที่เป็นอยู่หายเร็วๆ โดยไม่ต้องพึ่งยาล่ะก็ วันนี้ Parpaikin มีอาหารที่ช่วยรักษาไข้หวัดมาฝากค่ะ

1. อาหารรสเผ็ด

อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนนั่นเอง ซึ่งมีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่นๆ เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยได้ในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา เป็นต้น

2. ขิง

ขิงมีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ช่วยแก้อากาศหวัดเมื่อรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะเหลวใส และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกด้วย ช่วงฝนพรำ สภาพอากาศเปลี่ยนและชื้นแบบนี้ เมื่อเริ่มรู้สึกเปื่อยๆ เฉื่อยชา หนาว มีน้ำมูกใส หรือเริ่มมีเสมหะ ก็อย่าได้ชะล่าใจไปนะคะ รีบต้มน้ำขิงดื่มเลย หรือทานอาหารที่มีส่วนประกอบของขิงก็จะช่วยบรรเทาอาการหวัดได้แล้วล่ะค่ะ

3. หอมแดง

สรรพคุณจากหอมแดงจะช่วยป้องกันหวัด และบรรเทาอาการคัดจมูกได้ โดยนำหอมแดง 1 หัวเล็กมาปอกเปลือก แล้วกินพร้อมกับอาหารเป็นประจำทุกวัน แต่หากพบว่ายังไม่หายดีก็ให้ใช้หอมแดงเล็กจำนวนประมาณ 4-5 หัวมาทุบพอแตก นำไปต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ให้เดือด แล้วเทน้ำใส่ชามใบใหญ่ ก้มหน้าลงไปให้ห่างจากชามแค่พอประมาณ คลุมศีรษะด้วยผ้าขนหนู แล้วสูดไอระเหยจากน้ำหอมแดงประมาณ 5-10 นาที วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกโล่งจมูกมากขึ้นค่ะ

4. กระเทียม

กระเทียมเป็นสมุนไพรกลิ่นฉุนที่หลายคนเมินหน้าหนี แต่รู้ไหมคะว่าเป็นสมุนไพรแก้คัดจมูกชั้นดีเลยทีเดียว เพียงนำกระเทียมมาใช้ประกอบอาหารตามเมนูทั่วไป ก็จะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ หรืออาจจะกินสดๆ ครั้งละ 7 กลีบ พร้อมอาหารเป็นประจำทุกวันจนอาการดีขึ้นก็ได้ค่ะ อย่างไรก็ตามไม่ควรกินกระเทียมตอนท้องว่างโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

5. ฟักทอง

ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามิน A, C และ E รวมทั้งแคลเซียม สังกะสี โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส จึงเป็นอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงมากพอจะต่อสู้กับเชื้อหวัดที่ก่อให้เกิดน้ำมูก และเสมหะได้อีกทาง นอกจากนี้ยังแนะนำให้กินเมล็ดฟักทองเพื่อกำจัดน้ำมูกด้วย เนื่องจากในเมล็ดฟักทองมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านการอักเสบของร่างกาย อีกทั้งเมล็ดฟักทองยังมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอีกมากมาย ที่พร้อมจะต่อสู้กับอาการอักเสบต่างๆ ค่ะ

6. แครอท

อาหารที่มีวิตามินเอสูง นอกจากจะช่วยปกป้องดวงตาของเราแล้ว ยังช่วยรักษาโรคหวัดได้อีกด้วย เพราะอาหารที่มีวิตามินเอจะช่วยรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยต่อสู้กับเชื้อหวัดทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นรีบหาแครอท ผักโขม ผักใบเขียว มาทานโดยด่วนเลยนะคะ

7. ซุบไก่

อากาศเย็นๆ แบบนี้อาหารยอดนิยมคงหนี้ไม่พ้น ซุปไก่ร้อนๆ ที่ช่วยต้านหวัดได้เป็นอย่างดี เพราะมีงานวิจัยจาก University of Nebraska พบว่า ซุปไก่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า นิวโทรฟิล (Neutrophil) ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทย และซุปไก่ที่ว่านี้ยังรวมถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ซึ่งมีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบในการปรุงรวมอยู่หลายชนิด สามารถบรรเทาอาการหวัดได้เช่นกันค่ะ

เป็นไงบ้าง อาหารรักษาไข้หวัด สำหรับการเลือกทานอาหารเพื่อช่วยรักษาอาการป่วยต่างๆ เป็นตัวช่วยหนึ่งในการบรรเทาอาการให้ทุเลาลงเท่านั้น แต่ถ้าไม่อยากป่วยก็ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ แค่นี้ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดีกว่าการรักษาภายหลังแล้วล่ะค่ะ

อ่านต่อ

ความลับของ ขนม ที่หลายร้านไม่ยอมบอกคุณ

อยากรู้เหลือเกินว่าร้าน ขนม ต่างๆ ที่มีคนมุงซื้อกันเยอะแยะมากมาย เขามีสูตรเด็ดเคล็ดลับอะไรกัน หลายคนถึงได้ติดอกติดใจซื้อกินกันเป็นประจำ

ร้านขนมแต่ละแห่ง ล้วนมีสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าติดอกติดใจแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราไม่ทราบเลยว่า ขนมปังหนึ่งก้อน หรือเค้กหนึ่งชิ้นที่กินเข้าไปนั้นมีส่วนผสมอะไรบ้าง ทำไมรสชาติหวานอร่อย และกลมกล่อมได้ขนาดนี้นะ เอาเป็นว่าความลับปิดไม่มิดเสมอไปค่ะ วันนี้ Parpaikin จะพาทุกคนไปล้วงสูตรลับความอร่อยของร้าน ขนม ที่เขาไม่ยอมบอกกันค่ะ

1.คุกกี้

เคยเป็นกันไหมคะ จะตีเนยให้เข้ากับน้ำตาลทำไมมันยากเหลือเกิน เปิดสูตรดูก็ทำได้ไม่เหมือนคนอื่นสักที พออบเสร็จ ทำไมได้คุกกี้รูปทรงประหลาดออกมาทุกที คิดแล้วก็กลุ้ม! ปัญหานี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องเบสิกมากสำหรับมือใหม่หัดทำค่ะ ถ้าคุณอยากทำคุกกี้ให้มีรสชาติเหมือนร้านขนม ลองมาดูวิธีแก้ปัญหานี้ไปพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ

เริ่มจากเนยสด จะต้องนำไปแช่เย็นก่อน เนื่องจากบ้านเรามีอากาศร้อน ถ้าเนยสดอ่อนตัวมากเกินไปเนยจะไม่เก็บอากาศ ทำให้คุกกี้มีเนื้อแน่นและแข็ง เมื่อนำไปตีกับน้ำตาลก็จะจับตัวกันได้ดีขึ้น

ปัญหาอีกอย่างก็คือ หน้าตาของคุกกี้ที่อบออกมาไม่ดีเท่าไรนัก เพราะใช้แป้งสาลีเป็นส่วนประกอบ เพื่อนๆ ลองเปลี่ยนชนิดแป้งตามนี้ดูสิคะ แป้งขนมปัง จะได้คุกกี้ที่กรอบแข็ง ไม่นิ่มง่าย แป้งอเนกประสงค์ จะได้คุกกี้ที่กรอบร่วน ไม่แข็ง หรือนุ่มเกินไป ส่วนแป้งเค้กจะได้คุกกี้ที่ไม่แข็งกระด้าง เนื้อนุ่มเล็กน้อย แต่ยังคงความกรอบไว้

เรื่องการอบคุกกี้ ควรตั้งอุณหภูมิประมาณ 180-200 องศาเซลเซียส หากอบออกมาแล้วคุกกี้มีขนาดเล็กกว่าปกติ ให้ปรับเพิ่มอุณหภูมิขึ้นได้อีกค่ะ แต่ถ้าคุณทำสูตรที่ใส่ไข่หรือน้ำตาลในปริมาณมาก ให้ลดอุณหภูมิลง เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าคุกกี้มีสีเข้มค่ะ

เคล็ดลับอีกอย่างคือ เมื่อคุณอบเสร็จแล้ว ให้เก็บคุกกี้ไว้ในขวดโหลหรือถุง แทนการจัดใส่จานแล้ววางไว้ ซึ่งเป็นเหตุให้ขนมดูดความชื้นจากอากาศ ทำให้นุ่ม ไม่กรอบ และอายุการเก็บจะสั้นลงค่ะ

2.ขนมปัง

ขนมปังตามร้านขายขนมต่างๆ ที่เราเคยซื้อมากินนั้น ต่างก็มีรสชาติที่แตกต่างกันไป เรามักจะเจอปัญหาขนมปังเนื้อแข็งเหมือนเคี้ยวกระดาษ ไม่มีความอ่อนนุ่ม ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากวัตถุดิบ และการชั่งตวงของส่วนผสมที่ขาดๆ เกินๆ หากคุณอยากทำขนมให้มีความเนียนนุ่ม ชุ่มลิ้นเหมือนกับร้านโปรดของคุณแล้วละก็ ลองทำตามวิธีนี้ดูค่ะ

สิ่งสำคัญในการทำขนมก็คือ การชั่งตวงส่วนผสมให้ถูกต้อง ก่อนลงมือทำควรเช็กส่วนผสมก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าขนมที่ทำออกมาเป็นอย่างที่เราต้องการค่ะ

เริ่มจากการนวดผสมแป้ง ควรนวดจนเนื้อเนียน สามารถขึงเป็นแผ่นบางๆ ได้ ถ้าคุณทำได้ก็แสดงว่า ใกล้ประสบความสำเร็จการทำขนมอีกขั้นหนึ่งแล้วละค่ะ

เมื่อนวดได้ที่แล้ว ตัดแบ่งแป้งให้ได้ตามสัดส่วน หรือรูปร่างที่ต้องการ โดยคลึงเป็นทรงกลมเพื่อให้ผิวขนมเรียบตึง และเรียงลำดับการทำเพื่อให้แป้งได้พักตัว

อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการพักแป้งขนมปังจะอยู่ที่ประมาณ 30-38 องศาเซลเซียส และความชื้นจะอยู่ที่ประมาณ 80-90% โดยความชื้นที่ว่านี้อาจเป็นการนำผ้าขาวบางชุบน้ำ บิดหมาดๆ แล้วคลุมตัวขนมไว้

ในส่วนของการอบขนมนั้น คุณจะต้องสังเกตดูจากขนาดขนม และปริมาณน้ำตาลทรายในสูตร เช่น ถ้าขนมมีขนาดใหญ่ควรใช้อุณหภูมิอบต่ำ และใช้เวลาอบนานกว่าขนมชิ้นเล็ก เป็นต้น

3.เค้ก

เป็นอีกหนึ่งขนมหวานที่ใครๆ ต่างก็นิยมทำกัน การทำเค้กจะต้องมีความประณีต ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในเรื่องของส่วนผสม หากเผลอหรือลืมใส่ส่วนผสมบางอย่าง พอนึกขึ้นได้ทุกอย่างก็เสร็จแล้ว คงต้องนับหนึ่งใหม่กันแล้วละค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้อีกต่อไปค่ะ เพราะว่าเรามีสูตรลับในการอบเค้กมาบอกกัน

หากเค้กที่ทำมีเนยเป็นส่วนผสมหลัก ควรนำเนยสดไปแช่เย็นเสียก่อน เพราะจะทำให้เนยกับน้ำตาลจับตัวกันได้ง่ายขึ้นเวลาตีผสมกัน ถ้าคุณทำส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดีหมดแล้ว ก็ไม่ควรตีส่วนผสมนั้นอีก เพราะการตีส่วนผสมที่เป็นแป้งนานเกินไป อาจทำให้เนื้อเค้กเหนียว แน่น ไม่ขึ้นฟู และจะเกิดปัญหาเวลาอบ จะทำให้หน้าเค้กแตกได้ค่ะ

สิ่งสำคัญอีกอย่างของการอบเค้ก คือ ต้องใช้อุณหภูมิที่พอเหมาะ หากใช้อุณหภูมิต่ำเกินไป อาจทำให้เนื้อเค้กหยาบและหดตัว หรือถ้าใช้อุณหภูมิสูงเกินไป จะทำให้หน้าขนมนูน ไม่สวย ผิวแตก และเนื้อเค้กจะแน่นเกินไป รวมถึงไม่ควรเคลื่อนย้ายเค้กขณะที่อบอยู่ในเตา เพราะจะทำให้เค้กยุบตัวได้ค่ะ

4.ขนมโดนัท

เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าเวลาทอดแล้วตัวขนมบางชิ้นออกมาเป็นวงพองสวย แต่บางอันกลับผอมลีบจนไม่น่ากิน และยังฝืดคอจนต้องดื่มน้ำตามทันที เอาเป็นว่าทุกปัญหามีทางแก้ค่ะ ลองทำตามนี้ดูนะคะ

การผสมแป้งโดนัท เราควรใช้แป้งขนมปังในอัตราส่วน 75-80% ต่อแป้งเค้ก 20-25% ในการทำโดนัทแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้แป้งที่มีลักษณะเหนียวนุ่ม ไม่ควรใช้แป้งเค้กทำอย่างเดียว เพราะอาจทำให้แป้งเหลวเกินไป และอมน้ำมันเวลาทอดค่ะ

5.มัฟฟิน

ปัญหาที่พบบ่อยๆ ในการทำมัฟฟิน คือ หน้ามัฟฟินไม่แตกนูน เนื้อผลไม้จมอยู่ก้นพิมพ์ เนื้อขนมหยาบและแห้ง ปัญหานี้มีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ค่ะ เพียงแค่ชั่งตวงส่วนผสมต่างๆ ในปริมาณที่ถูกต้อง

การทำมัฟฟินออกมาได้ดีนั้น ต้องผสมและตีแป้งด้วยความเร็ว ไม่ควรตีแป้งนานเกินไป เพราะจะทำให้แป้งที่อบออกมามีเนื้อเหนียวและแข็ง ทำให้ไม่น่ากิน เคล็ดลับอีกอย่างคือ วอร์มเตาอบล่วงหน้าประมาณ 15-20 นาที ก่อนการอบทุกครั้ง เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการ และความร้อนกระจายทั่วถึง ยิ่งตอนที่นำมัฟฟินเข้าอบ ควรวางเรียงให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพื่อให้ความร้อนกระจายไปทั่วทุกด้าน เพียงเท่านี้คุณก็จะได้มัฟฟินแสนอร่อยที่ออกมาน่ากินแล้วละค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เคล็ดลับการทำขนมต่างๆ ที่เราเอามาฝากกันในวันนี้ ร้านขนมที่เราแวะซื้อแวะชิมต่างก็ใช้เคล็ดลับเหล่านี้ในการทำ ขนม เช่นกันค่ะ เมื่อรู้เทคนิคแล้วเราขอเอาใจช่วยมือใหม่หัดทำทุกคน ค่อยๆ ฝึกฝนฝีมือไปเรื่อยๆ นะคะ

ความลับของ ขนม ที่หลายร้านไม่ยอมบอกคุณ !! - สาระน่ารู้

อ่านต่อ

วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons)

วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons) ตรงกับวันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี โดยองค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 ต.ค.2534 องค์การสหประชาชาติได้ให้ความหมายคำว่า ผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ ที่ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้กับสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2559 องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดแนวทาง วันผู้สูงอายุสากล ปี 2016 คือ Take a Stand Against Ageism “ให้โอกาส และบทบาทที่สำคัญแก่ผู้สูงอายุ”
ในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2547 และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2567 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยจากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing พบว่า หลังจากปี 2552 ประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิงได้แก่ เด็กและผู้สูงอายุ จะมีจำนวนมากกว่าประชากรในวัยแรงงาน และในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุ สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากการลดภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว และการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับการตายของประชากร ทำให้จำนวนและสัดส่วนประชากรสูงอายุของไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2557 มีผู้สูงอายุมีจำนวน 10,014,705 คน (ร้อยละ 14.9) มีผู้สูงอายุที่ยังคงทำงาน ร้อยละ 38.4 และจากข้อมูลการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย ปี 2558 มีผู้สูงอายุ ร้อยละ 15.6 ของจำนวนประชาการทั้งประเทศ  โดยผู้สูงอายุ ร้อยละ 37.3 ยังคงทำงาน และมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้สูงอายุที่คิดว่าตัวเองเป็นภาระให้กับผู้อื่นอาจจะรู้สึกว่าชีวิตของตนเองนั้นด้อยค่าตามไปด้วย ส่งผลให้พวกเขาเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและแยกตัวจากสังคม โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้สูงอายุที่มีทัศนคติต่อความชราภาพไปในเชิงลบจะมีอายุยืนยาวน้อยกว่าผู้สูงอายุที่มีทัศนคติต่อความชราภาพไปในเชิงบวกถึง7.5 ปี    การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสทำงาน ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังมีค่า สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข
อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ไม่เท่ากัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดชีวิตก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย ผู้สูงอายุที่ตลอดช่วงชีวิตได้รับการฝึกอบรมทักษะต่างๆ หรือมีการศึกษาเรียนรู้เรื่องต่างๆ มามาก หรือคนที่ทำงานมาหลากหลายรูปแบบ คนเหล่านี้เป็นผู้เรียนที่มีประสบการณ์ ซึ่งมักจะเรียนรู้ทักษะใหม่หรือพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่แล้วได้ไม่ยาก ซึ่งการเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ความสูงวัย จะช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่ได้อย่างมีคุณค่า โดยการสร้างคุณค่าให้ตนเอง ทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง ผู้อื่น และมีเป้าหมายในชีวิต สร้างสุขภาพกายใจ ดูแลเรื่องอาหาร ตรวจสุขภาพ ฝึกจิตใจ ทำจิตใจให้สดชื่น สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทำกิจกรรม เข้าชมรมต่างๆ
ทั้งนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ควรร่วมกันดำเนินงานเพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ รวมทั้งการขยายเกณฑ์กำหนดเกษียณอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และได้ใช้ประสบการณ์และศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้ไร้ค่า และสามารถทำประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมได้

วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons)

อ่านต่อ

กลั่นแกล้ง / รังแก (BULLYING) ในโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องตลก

ประเภทของการ กลั่นแกล้ง(1) ทางร่างกาย เช่น การชกต่อย การผลัก การตบตี(2) ทางสังคมหรือด้านอารมณ์ เช่น กดดัน ยั่วยุ ให้เพื่อนๆ แบ่งแยก     ออกห่างจากกลุ่ม ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจ(3) ทางวาจา ทางคำพูด เช่น เยาะเย้ย ดูถูก เสียดสี นินทา    โกหกบิดเบือน เพื่อให้เกิดความเจ็บปวด(4) Cyberbullying : การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ด้วยวิธีการ    โพสน์ข้อความโจมตี หลอกลวง ทำร้าย คุกคามทางเพศ    ด้วยถ้อยหยาบคาย เป็นเท็จ เพื่อให้อีกฝ่ายอับอาย เจ็บปวดและเสียใจ ผลกระทบ ผู้ที่ถูก กลั่นแกล้ง(1) มีภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล     – ส่งผลต่อความรู้สึกโดดเดี่ยว     – มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการนอนหลับ การรับประทานอาหาร     – สูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่พวกเขาเคยสนุก     – ภาวะซึมเศร้านี้อาจส่งผลไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้(2) ปัญหาด้านสุขภาพ(3) ประสิทธิภาพทางการเรียนลดลงและมีแนวโน้มที่จะออกจากโรงเรียนกลางคันมากขึ้น  ผลกระทบ ผู้ที่กลั่นแกล้งผู้อื่น(1) อาจจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เสพติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดอื่นๆ(2) มีพฤติกรรมลักขโมยและเรียนไม่จบ(3)มีพฤติกรรมทางเพศก่อนวัยอันควร(4) อาจจะเป็นอาชญากรในอนาคต(5) มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงกับคู่สมรสหรือลูก และคนใกล้ตัว  ทำอย่างไรเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก(1) ตั้งสติให้รู้ตัวว่ากำลังเจอกับการรังแก(2) เดินจากไปอย่างสงบ ไม่ใส่ใจ(3) อย่าให้ผู้กลั่นแกล้งรู้สึกสนุกจากการตอบสนองของเรา(4) มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและคุณค่าของเรา(5) อยู่ในที่ปลอดภัย มีเพื่อนที่เข้าใจอยู่ข้างๆ(6) ไม่เลือกใช้กำลังเพราะนั่นอาจเป็นสิ่งที่ผู้กลั่นแกล้งต้องการ(7) หากการกลั่นแกล้งยังรุนแรง ให้พูดคุยกับผู้ใหญ่ที่เข้าใจและรู้วิธีจัดการ

กลั่นแกล้ง / รังแก (BULLYING) ในโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

อ่านต่อ

พักผ่อน ยังไง ให้สบายกาย สบายใจ สบายตา

การ พักผ่อน นั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ถึงแม้ว่าแต่ละช่วงวัยจะมีความต้องการในการพักผ่อนที่แตกต่างกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกๆคนก็จำเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายได้พัก ฟื้นฟู พร้อมที่จะทำกิจกรรมอื่นๆต่อไป โดยการพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนอนหลับเพียงอย่างเดียวนะคะ คุณสามารถพักผ่อนได้ด้วยการใช้ช่วงเวลาดีๆ ผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายและจิดตใจรู้สึกสบาย

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ร่างกายนะคะที่ต้องการการพักผ่อน แต่จิตใจก็มีผลต่อสุขภาพโดยรวม ต้องการการพักผ่อนเช่าเดียวกัน ซึ่งการพักผ่อนจิตใจ ทำใจให้สบายนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป วันนี้เราจะพามาดูวิธีพักผ่อนที่ทำให้คุณได้พักทั้งกายและใจค่ะ

1. ปล่อยใจให้สบาย ทิ้งเรื่องงานไว้ที่ออฟฟิศ

การที่คุณจะพักผ่อนได้ ไม่ใช่การหอบพาร่างหายไปในที่สบายๆ แต่ต้องทิ้งเรื่องงาน เรื่องไม่สบายใจไว้ข้างหลังด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะพาไป พักผ่อน ก็คือ ร่างกายบวกกับจิตใจที่สบาย ไม่เครียด ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนให้สบายทั้งกายและใจที่แท้จริง

หลายคนอาจรู้สึกว่างานเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็น สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจที่ดีต่างหาก เพราะถ้าหากคุณไม่มีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่พร้อมทำงาน คุณก็อาจไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำได้เลย ดังนั้น การแบ่งเวลาที่เหมาะสม และเห็นความสำคัญของการพักผ่อน เป็นส่วนที่สำคัญของการทำงานเช่นเดียวกับการลงมือทำเลยล่ะ

วิธีง่ายๆ คือ คุณอาจแบ่งเวลาที่แน่นอน หรือกำหนดกิจวัตรประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือนไว้ว่า คุณจะต้องหาเวลาเพื่อพักผ่อนทั้งหมดกี่ครั้งใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยๆคุณจะมีโอกาสได้พักชาร์จพลังบ้างในรอบ 7 วันที่ทำงานมาอย่างหนัก ควรมีสัก 1 วันที่คุณได้พักผ่อน ให้รางวัลตัวเอง และให้ร่างกายกับสภาพจิตใจได้ฟื้นฟูบ้าง

2. การ พักผ่อน โดยการนอนหลับ

การนอนหลับ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการมีสุขภาพที่ดี โดยมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกาเคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนอนหลับที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยไว้ ดังนี้

  • เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน
  • เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง
  • เด็ก (อายุ 1-2 ปปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง
  • วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง
  • วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง
  • วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง
  • วัยรุ่น (18-25 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง
  • วัยทำงาน (26-64 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง เท่ากับตอนวัยรุ่น
  • วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมง

นอนให้ครบชั่วโมงยังไม่พอ เพราะต้องสำรวจด้วยว่าการนอนของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ ? การนอนที่มีประสิทธิภาพ คือการนอนหลับสนิท ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คงหนีไม่พ้นเรื่องแสงและเสียงที่รบกวนการนอนนั่นเอง สภาพแวดล้อมในการนอนมีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างสนิท บางคนอาจรู้สึกสงสัยที่ตัวเองนอนมากถึง 8 ชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเหนื่อยเพลียเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ลองเช็คดูว่าคุณนอนในที่ๆยังมีแสง เช่น เปิดไฟ เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้หรือไม่ ถึงแม้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองหลับแล้วในขณะที่โทรทัศน์ยังเปิด แต่จริงๆแล้วสมองของคุณอาจยังไม่ได้พักผ่อนเลย เพราะมีการรบกวนจากแสงและเสียงจากโทรทัศน์นั่นเอง ดังนั้น ก่อนที่จะตั้งใจนอนให้ครบชั่วโมงที่เหมาะกับตัวเอง อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนสภาพของสถานที่นอนให้เหมาะสมด้วย เช่น นอนในห้องมืดสนิท และเงียบพอที่จะให้คุณนอนหลับสนิทได้จริงๆ

4. ร่างกายไปพักร้อน ใส่แว่นกันแดดให้น้องตาด้วย

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่ชอบไปพักร้อนรับซัมเมอร์ เจอแดดอันร้อนแรง อย่าลืมที่จะดูแลดวงตาของคุณ ด้วยการสวมแว่นกันแดดด้วยนะคะ เพราะนอกจากรังสียูวีจะทำร้ายผิวของคุณได้แล้ว มันก็ทำร้ายดวงตาของคุณได้เช่นกัน ดังนั้น ควรถนอมสายตา เพื่อให้ดวงตารู้สึกสบาย ไม่ต้องเผชิญแสงแดดที่ทำร้าย

5. ใช้ตาหนัก พักซะหน่อย

8 ชั่วโมงการทำงานของทุกคน ในทุกๆวัน มีอวัยวะหนึ่งที่จำเป็นต้องทำงานอย่างหนักตลอดเวลา คือ ดวงตา ทั้งอ่านหนังสือ จ้องคอมพิวเตอร์ ไหนจะต้องเล่นโซเชี่ยลผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนต่างๆอีก นับรวมๆกันแล้ว ดวงตาต้องรับบทหนักมากกว่าวันละ 10 ชั่วโมงแน่นอน ดังนั้น พักร่างกาย พักใจแล้ว ก็อย่าลืมที่จะหาวิธีพักสายตาอยู่เสมอ โดยการพักสายตาง่ายๆที่ไม่ใช่การนอนหลับเพียงอย่างเดียว ก็มีการมองไปพื้นที่สัเขียวสบายตา เช่น ต้นไม้ สวน ทุ่งหญ้า จะช่วยทำให้สายตาเกร็งน้อยลง ทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น หรือจะดูแลเป็นพิเศษขึ้นมาอีกนิดโดยการใช้เจลประคบตาที่มีความเย็นเล็กน้อยประคบที่ดวงตา จะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความสบายและผ่อนคลายได้ไม่ยาก

พักผ่อน ยังไง ให้สบายกาย สบายใจ สบายตา !! - สาระน่ารู้

อ่านต่อ

กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

รู้หรือไม่? อายุยิ่งมาก…ความหนาแน่นของมวลกระดูกยิ่งลด! ส่งผลให้เกิดโรค กระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกบางลง หักง่าย เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกต้นขา หรือหลังโค้งงอ เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวเข้าหากัน ซึ่งพบมากในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ เพราะขาดฮอร์โมนในการสร้างกระดูก

3 เหตุผลที่คนไทยอาจมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาติอื่นๆ

1.กรรมพันธุ์ กระดูกพรุน ที่มากับผิวขาวของสาวเอเชีย

ถึงแม้ว่าประเภทผิว และจำนวนเม็ดสีของสาวเอเชียจะสามารถเอื้อต่อการดูดซึมวิตามินดีมากกว่าเชื้อชาติที่มีผิวคล้ำตามธรรมชาติ แต่จากการสำรวจพบว่าชาวเอเชียและคอเคเชียนมักมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาวแอฟริกัน อเมริกัน โดยกรรมพันธุ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.หนีแดดเพราะกลัวดำ พฤติกรรมหลบวิตามินดี

แสงแดดเป็นเหมือนศัตรูตัวร้ายของสาวๆที่อยากมีผิวขาว ก็จะพยายพามหลบแดดกันให้มากที่สุด เพราะกลัวรังสี UVA/UVB จะเผาผิวสวยให้เสียไป แต่จริงๆแล้วแสงแดดนั้นมีประโยชน์ดีๆที่ส่งผลถึงกระดูกเชียวนะ! ในแสงแดดยามเช้ายังมีวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต รวมถึงเสริมสร้างกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้น หากร่างกายขาดวิตามินดีก็จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการของกระดูกและฟันในร่างกายไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินดียังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune System) การที่สาวๆหลบแดดก็เหมือนการหลบวิตามินดีไปด้วยนั่นเอง แทนที่จะหลีกเลี่ยงแดดตลอดเวลา ลองออกมาสัมผัสแสงแดดอ่อนๆยามเช้า เลือกช่วงเวลาที่แดดอ่อนๆพอนะคะ

3.อาหารโซเดียมสูงแคลเซียมต่ำ ทำแคลเซียมสลาย

อีกพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “พฤติกรรมการรับประทาน” นั่นเอง ลองสังเกตพฤติกรรมการประทานอาหารของตัวคุณเองดูว่าชอบรับประทานอาหารแบบไหน ซึ่งอาหารจานโปรดของชาวไทยส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีรสค่อนข้างจัด หนักเครื่องปรุง แม้จะมีผักหรือเนื้อสัตว์ที่ให้แคลเซียมอยู่บ้าง แต่ก็มีในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สารอาหารที่มากับอาหารรสจัดมักจะเป็นโซเดียมปริมาณสูงซะมากกว่า ซึ่งนอกจากโซเดียมจะเป็นสาเหตุของโรคความดัน, ไตวาย, อัมพฤกษ์ อัมพาตแล้ว โซเดียมนี้จะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ ทำให้นอกจากไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้ว ยังต้องสูญเสียแคลเซียมออกไปอีกด้วย หากสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด และทานนมจากถั่วเหลือง หรือแอลมอนด์เพิ่มเติมจากมื้ออาหาร ก็จะสามารถลดการสูญเสียแคลเซียมได้นะคะ และทางที่ดีนั้น ทุกเพศทุกวัยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมไม่มาก และควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับวัย เพื่อร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลไปถึงกระบวนการของกระดูกและฟันอีกด้วย

ในทางกลับกันหากคุณต้องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ คุณต้องรับประทานอาหารที่มี “แคลเซียม” การจะเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายต้องรู้ก่อนว่าเราจะพบแคลเซียมได้จากอาหารประเภทไหนบ้าง ซึ่งเราสามารถพบแคลเซียมได้ในน้ำนม น้ำส้ม ปลา บรอกโคลี ถั่วเปลือกแข็ง งา สาหร่ายทะเล แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอถึงจะได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวัน หรือง่ายกว่านั้นคือการเลือกรับประทานผลิตภัรฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากพอ ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ประมาณ 99% ของแคลเซียมในร่างกายจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน เล็บ และผม ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นแข็งแกร่ง ส่วนแคลเซียมอีก 1% จะไหลเวียนอยู่ในเลือด ดังนั้น แคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นสารสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

นอกจากนี้แคลเซียมในเลือดยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น

  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของมวลกล้ามเนื้อ
  • มีผลต่อสารสื่อประสาท
  • ป้องกันการไหลของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
  • มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
  • ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

ร่างกายจะเริ่มสะสมแคลเซียมในกระดูกตั้งแต่วัยเด็ก และจะสะสมมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี และผู้ชายในอายุ 20 ปี โดยทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี หลังจากนี้จะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว หากร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่มากพอกระดูกจะเริ่มผุ หลังจากผู้หญิงหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

อย่าปล่อยให้ภัยเงียบจาก กระดูกพรุน เกิดขึ้นกับตัวคุณแล้วค่อยรักษา

ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้นจะลดน้อยลงไปตามกาลอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนต่างๆมักจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยลงไปเรื่อยๆ ความต้องการของแคลเซียมเพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น การเสริมแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่าปล่อยให้รู้ตัวเมื่อสายเกินแก้ หมั่นเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายในทุกๆวัน ด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ ออกไปสัมผัสแสงแดดอ่อนๆบ้าง หรือเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการรับประทานแคลเซียมเป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้นะคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าร่างกายในแต่ละวัยมีความต้องการแคลเซียมแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

  • เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • วัยผู้ใหญ่ (25 ปีขึ้นไป) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • ผู้ประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม

ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น คนในแต่ละช่วงวัยควรเลือกการรรับประทานเพื่อเสริมแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเองด้วย จึงจะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้

กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

อ่านต่อ

ประเทศใดเป็นอันตรายต่อนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

พื้นที่อันตรายที่สุดสำหรับ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ?

Global Witness (องค์กรรณรงค์เพื่อความโปร่งใส) ได้เปิดเผยข้อมูลของนักอนุรักษ์ที่เสียชีวิตและถูกฆาตกรรมจากการต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

พื้นที่อันตรายที่สุดสำหรับ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ?

การเก็บบันทึกสถิติ เริ่มตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา บราซิลยังคงเป็นพื้นที่อันตรายที่สุดสำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือฟิลิปปินส์ และโคลัมเบียตามลำดับ

สาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้น

– การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้เกิดความต้องการในทรัพยากรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความต้องการพื้นที่เพื่อการเกษตร เหมืองแร่ อุตสาหกรรม รวมทั้งการค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย
– การต่อต้านเรียกร้องต่างๆ ของนักขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม เป็นอุปสรรคต่อนายทุนหรือผู้มีอำนาจ จึงทำให้ผู้ที่ต่อต้านถูกกำจัดโดยการถูกลอบสังหาร

     การใช้ความรุนแรงและการฆาตกรรม จะยังคงเกิดขึ้นในทุกๆ ปี หากความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ของผู้มีอำนาจยังคงอยู่…

อ่านต่อ

กริชที่ทำจากอุกกาบาต ค้นพบเจอจากที่ไหน?

กริช ถูกค้นพบในพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน เมื่อปี 1925 โดยนาย ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เป็นวัตถุโบราณที่เป็นเหล็กเพียงไม่กี่ชิ้นที่ค้นพบในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ

วัสดุของกริชเล่มนี้ถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็นเหล็กที่มาจาก “หินอุกกาบาต” เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายอย่างคล้ายอุกกาบาตเป็นอย่างมาก

แม้ว่าจะค้นพบในอียิปต์ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า กริชเล่มนี้ได้ถูกทำขึ้นมาในอิยิปต์ หรือนำเข้ามาจากต่างแดนกันแน่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ชาวอิยิปต์ในยุคนั้นแทบจะไม่รู้จักการใช้เหล็กมาก่อน

กริช ถูกค้นพบในพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน เมื่อปี 1925 โดยนาย ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เป็นวัตถุโบราณที่เป็นเหล็กเพียงไม่กี่ชิ้นที่ค้นพบในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ

อ่านต่อ