สาระน่ารู้

กําจัดเห็บหมัดแมว ในบ้านง่ายๆ ด้วยสมุนไพรแบบธรรมชาติ หมดปัญหาหมัดเต็มบ้าน

วันนี้เรามีเคล็ดลับวิธีการ กำจัดเห็บหมัดแมว  ขจัดปีศาจที่คอยดูดเลือดแมวของเรา โดยใช้สมุนไพรแบบธรรมชาติ ที่สำคัญเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ปราศจากสารเคมี  ไม่มีพิษ ปลอดภัย ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

กำจัดเห็บหมัดแมว ในบ้านง่ายๆ ด้วยสมุนไพรแบบธรรมชาติ

วิธีกำจัดเห็บหมัดแมว

  • เมล็ดมันแกว

นำเมล็ดมันแกว มาบดให้เป็นผง แล้วเติมน้ำ 2 เท่าของน้ำหนักเมล็ดมันแกว  จากนั้นนำไปต้ม ประมาณ 20 นาที ในระหว่างที่ต้มคอยเติมน้ำให้เท่าเดิม  อย่าให้แห้ง แล้วกรองเอาส่วนน้ำ ไปเก็บไว้ในตู้เย็น ประมาณ 7-20 วัน  จากนั้นนำไปผสมน้ำอีก 220 เท่า ใช้ฉีดพ่นฆ่าเห็บหมัดตัวอ่อนบนแมว   สัปดาห์ละ 1- 2 ครั้ง  ห้ามโดนตาแมว เพราะว่า ผสมแอลกอฮอล์ จะทำให้เป็นอันตรายต่อตาแมวได้

  • เมล็ดน้อยหน่า

นำเมล็ดน้อยหน่า มาบดให้ละเอียดเป็นผง  แล้วแช่ด้วยน้ำที่มีแอลกอฮอล์  1  ใน  10 ส่วน  ประมาณ 10 % ของแอลกอฮอล์ ให้ใส่น้ำแค่ท่วม เมล็ดน้อยหน่า แล้วแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 คืน  ตอนเช้าคั้นเอาน้ำที่มีแอลกอฮอล์ 10 % เทแล้วล้างเมล็ดน้อยหน่า อีก 2 ครั้งปริมาณ เท่าเดิม  ให้คั้นกรองน้ำที่รวมกัน เป็นสูตรแบบเข้มข้น ใช้ฉีดพ่นสำหรับฆ่าเห็บหมัด ที่อยู่บนตัวแมว  ทั้งเห็บหมัดตัวแก่และตัวอ่อน  สัปดาห์ละ 1- 2 ครั้ง  ติดต่อกันอย่างน้อย  4-6 สัปดาห์

  • น้ำมันตะไคร้แกง

กลั่นใบตะไคร้แกงด้วยไอน้ำ ตัวชุดกลั่นสำหรับเกษตรกร  ใช้ใบตะไคร้ 10 กิโลกรัม  จะกลั่นได้น้ำมัน ประมาณ 40 ซีซี  แล้ว ผสมด้วยแอลกอฮอล์ 95 % 16 เท่า  ใช้ฉีดพ่นฆ่าเห็บหมัดบนตัวแมว  สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ห้ามถูกตาแมว จะเป็นอันตรายต่อตามแมวได้ เพราะมีแอลกอฮอล์

วิธี กำจัดเห็บหมัดแมว ในบ้าน

อย่าเอาผ้าที่ไม่ได้ซักมากองเรี่ยราดที่พื้น  เพราะว่าเห็บหมัดอาจจะแอบเข้าไปอาศัยอยู่ได้   หมั่นทำความสะอาดบ้าน   ตัดหญ้าที่รก  หมั่นกวาดซากใบไม้ที่สะสมไว้ไปทิ้ง

สำหรับท่านใดที่เลี้ยงสุนัขและเจอปัญหาข้อนี้ สามารถทดลองนำไปใช้ได้ครับ ตามวิธีการที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่ต้องระวังอย่าให้เข้าตาแมวนะครับ  วิธีที่ดีนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเห็บหมัดมาอาศัยอยู่ในบ้าน ควรหมั่นทำความสะบ้าน อยู่เสมอครับ เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยของเห็บและหมัด ที่เป็นปีศาจดูดเลือดสัตว์เลี้ยงที่ท่านรัก การป้องกันจะดีกว่าแก้

อ่านต่อ

มฤตยูตัวร้ายหรือสหายขี้เล่น? มารู้จักกับ “วาฬเพชฌฆาต”

ออร์กา” (Orca) หรือ “วาฬเพชฌฆาต” (Killer whales) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ อยู่ในวงศ์โลมา (Delphinidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ออคินัส ออกา (Orcinus orca) วาฬเพชฌฆาตอาศัยอยู่ในมหาสมุทรได้ทั่วโลก ตั้งแต่อาร์กติกเรื่อยไปจนถึงแอนตาร์กติก รวมทั้งในทะเลแถบเขตร้อน

นักวิทยาศาสตร์จำแนกวาฬเพชฌฆาตออกเป็น 3 สายพันธุ์หลัก ได้แก่

สายพันธุ์ทั่วไป (Resident) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่รวมกันเป็นครอบครัวอย่างเหนียวแน่น

สายพันธุ์อพยพ (Transient) มักเดินทางไปทั่วตามชายฝั่งทะเล รวมกลุ่มกันเล็กๆ ราว 2-6 ตัว แต่ไม่เป็นครอบครัวเหนียวแน่นและมีพฤติกรรมไม่ซับซ้อนเท่าสายพันธุ์ทั่วไป

สายพันธุ์ทะเลลึก (Offshore) นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบวาฬเพชฌฆาตสายพันธุ์นี้เมื่อปี 1988 ซึ่งมีพันธุกรรมแยกออกจาก 2 สายพันธุ์ข้างต้นอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลเปิด มักรวมตัวกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ประมาณ 60 ตัว แต่พฤติกรรมอื่นๆ ยังมีข้อมูลน้อยมาก

ลักษณะเด่นของวาฬเพชฌฆาตคือ มีสีดำบริเวณส่วนหลัง และมีส่วนอกและท้องเป็นสีขาว รวมทั้งบางส่วนของด้านข้างลำตัวและด้านหลังดวงตาที่มีสีขาวเช่นกัน ลำตัวขนาดใหญ่และแข็งแรงมาก มีครีบหลังขนาดใหญ่คล้ายรูปสามเหลี่ยมมสูงถึง 2 เมตร โดยทั่วไปวาฬเพชฌฆาตตัวผู้จะมีความยาว 6-8 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 6-7 ตัน ส่วนตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าไม่มาก แต่วาฬเพชฌฆาตบางตัวอาจมีความยาวได้สูงสุดเกือบ 10 เมตร และหนักถึง 10 ตัน ซึ่งวาฬเพชฌฆาตสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่า 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วาฬเพชฌฆาตเป็นสัตว์สังคมที่มีพฤติกรรมซับซ้อน มีตัวเมียเป็นจ่าฝูง หากมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติ วาฬเพชฌฆาตเพศเมียจะมีอายุยืนเฉลี่ย 50-60 ปี หรืออาจยืนยาวถึง 90 ปี ขณะที่วาฬเพชฌฆาตเพศผู้จะมีอายุเฉลี่ยที่ 29 ปี และอายุยืนสูงสุดได้ถึง 60 ปี แต่หากเป็นวาฬเพชฌฆาตที่ถูกเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์น้ำ จะมีช่วงอายุสั้นกว่าพวกเดียวกันที่อยู่ในธรรมชาติอย่างมาก บางตัวอาจอยู่ได้ไม่เกิน 25 ปีก็มี

เหตุที่ได้ชื่อว่า “วาฬเพชฌฆาต” เพราะวาฬชนิดนี้กินสัตว์ทะเลอื่นๆ เป็นอาหาร รวมทั้งฉลาม โลมา แมวน้ำ สิงโตทะเล เพนกวิน หรือแม้แต่วาฬต่างสปีชีส์ที่มีขนาดใหญ่กว่า จึงได้ชื่อว่าเป็นวาฬชนิดที่ดุร้ายที่สุดในโลก ซึ่งเทคนิคการล่าเหยื่อของวาฬเพชฌฆาตมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับชนิดของเหยื่อผู้โชคร้าย แต่โดยทั่วไปวาฬเพชฌฆาตในธรรมชาติจะไม่ทำร้ายมนุษย์ เว้นแต่กรณีของวาฬเพชฌฆาตที่ถูกนำมากักขังและเลี้ยงไว้ตามสวนสัตว์น้ำต่างๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง

ล่าสุดวาฬเพชฌฆาตชื่อ “ทิลิคัม” (Tilikum) ก่อเหตุทำร้ายครูฝึกจนถึงแก่ชีวิตภายในสวนสัตว์น้ำซีเวิลด์ (SeaWorld) ในเมืองออร์แลนโด มลรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วโลก และทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัย ว่าเหตุใดวาฬที่ได้รับการฝึกและเลี้ยงดูมาอย่างดีจึงมีพฤติกรรมก้าวร้าวและเป็นอันตรายต่อมนุษย์

แบรด แฮนสัน (Brad Hanson) นักชีววิทยาประจำศูนย์วิทยาศาสตร์การประมงตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest Fisheries Science Center) ขององค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาพฤติกรรมของวาฬเพชฌฆาตในธรรมชาติ ได้ให้สัมภาษณ์แก่ไซเอนติฟิคอเมริกันว่า ด้วยขนาดและฟันของวาฬเพชฌฆาต มันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อล่าเหยื่อที่มีขนาดเล็กกว่า และสามารถทำอันตรายต่ออะไรก็ตามได้ในเวลาอันรวดเร็ว

รู้จัก "วาฬเพชฌฆาต" มฤตยูตัวร้ายหรือสหายขี้เล่น? - สาระน่ารู้

เท่าที่เคยรู้มา ไม่เคยมีเหตุการณ์วาฬเพชฌฆาตที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติทำร้ายมนุษย์มาก่อนเลย แต่หนังสือพิมพ์เคยรายงานข่าวกรณีนักเล่นกระดานโต้คลื่นถูกสัตว์ทะเลทำร้ายบริเวณนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1972 ซึ่งบริเวณนั้นก็มีเหตุการณ์มนุษย์ถูกฉลามทำร้ายหลายครั้ง แต่กรณีนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาถูกอะไรกัดกันแน่ และจากร่องรอยบาดแผลแล้วสันนิษฐานว่าอาจไม่ใช่ฉลาม” แฮนสัน เผย

เป็นไปได้หรือไม่ที่สภาพแวดล้อมในสวนสัตว์น้ำอาจเป็นมูลเหตุให้วาฬเพชฌฆาตทำร้ายคนบ่อยครั้ง แฮนสันบอกว่า มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราต้องระลึกไว้เสมอว่า “วาฬเพชฌฆาตเป็นสัตว์สังคม” พวกมันมีความผูกพันทางสังคมที่เหนียวแน่นมาก ไม่เพียงจำเพาะเจาะจงต่อสปีชีส์เดียวกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนที่พวกมันใช้ชีวิตอยู่ด้วยในสถานที่ที่พวกมันได้รับการเลี้ยงดูมา

อ่านต่อ

วัฒนธรรมการดื่มชาของจีนโบราณจนถึงปัจจุบัน

การดื่มชา ของประเทศจีนไม่ใช่เพียงแค่ดื่มเพื่อเป็นอาหารเพียงเท่านั้น แต่มันยังแฝงไว้ถึงปรัชญาการดำเนินชีวิตการเมือง และประเพณีอันดีงามซึ่งเชื่อว่าเริ่มต้นถือกำเนิดเกิดมาที่บริเวณดินแดนเสฉวน ซึ่งว่ากันว่าการดื่มชานี้มีต้นกำเนิดมาจากฮ่องเต้องค์หนึ่งที่ชื่อ เสินหนง ซึ่งเป็นปรมาจารย์แห่งการปลูกชา ที่ได้มีการบันทึกคัมภีร์สมุนไพรของตนขึ้นโดยกล่าวไว้ว่าตนนั้นเคยชิมสมุนไพรต่างๆ มากถึง 100 ชนิดในวันเดียว ทำให้ถึงขั้นถูกพิษ 72 ชนิดในวันเดียวกัน ดีแต่ในท้ายที่สุดพิษทั้งหมด ก็ถูกขจัดออกไปได้ด้วยการดื่มใบชา

วัฒนธรรม การดื่มชา ของจีนโบราณจนถึงปัจจุบัน - สาระน่ารู้

การดื่มชา นั้นเกิดขึ้นก่อนคริสตกาลประมาณ 2 พันกว่าปี

จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์นั้นพบว่า ได้เริ่มมีการจารึกตำราเกี่ยวกับการชงชา หรือชงชาสำหรับดื่มมาตั้งแต่ประมาณ 2,697 ก่อนช่วงคริสตกาล โดยเฉพาะในสมัยฮั่นตะวันออกว่ากันว่าหมอชื่อดังในอดีตที่ขึ้นชื่อว่าหมอเทวดาหัวโต๋เอง ก็ได้เคยมีการจดบันทึกเอาไว้ว่าชานั้นมีสรรพคุณในทางยาซึ่งช่วยในการบำรุงสมองอีกด้วย

การดื่มชา นั้นแทรกอยู่ในทุกยุคสมัยของจีนโบราณ

1 ในยุคสมัยที่กล่าวว่าสำคัญที่สุดสำหรับวัฒนธรรมการดื่มชาในจีนโบราณนั่นก็คือยุคราชวงศ์ถัง ที่ว่ากันว่าเป็นยุคที่เฟื่องฟูทั้งในด้านวัฒนธรรม และทางด้านเศรษฐกิจ โดยในยุคดังกล่าวได้ถือกำเนิดปรมาจารย์ชา หรือผู้ที่ถูกเรียกว่าเซียนชาที่ชื่อ ลู่อวี่ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มศึกษาวิชาดื่มชาเป็นคนแรก ซึ่งได้ทำการทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษาวิชาเกี่ยวกับชาอย่างจริงจัง

จนกระทั่งสามารถบันทึกความรู้ซึ่งกลายมาเป็นคัมภีร์แห่งชามาจนถึงปัจจุบัน เขาว่ากันว่าชากลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญในราชสำนักราชวงศ์ซ่งในเวลาต่อมา ขุนนางใดที่ทำคุณทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ก็จะมีการได้รับพระราชทานชาคุณภาพดีจากองค์จักรพรรดิ วัฒนธรรมการใช้ชาเป็นเครื่องดื่มต้อนรับแขกที่เข้ามาเยี่ยมบ้านเมือง แม้แต่การใช้ชาเป็นของหมั้นหมาย และวิธีดื่มชาในการแต่งงานก็ได้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้

ชากับประเทศจีนในปัจจุบัน

ว่ากันว่าในปัจจุบันเมืองหังโจวได้พัฒนามาเป็นจุดศูนย์กลางของเหล่าผู้ที่รักในวัฒนธรรมชาของประเทศจีนถึงขั้นมีการก่อตั้งสมาคมบ้านคนรักชาขึ้นในปี 1982 จากนั้นก็มีการสร้างศูนย์วิจัยวัฒนธรรมสากลแห่งประเทศจีนขึ้นที่เมืองหังโจวในปี 1991 และการเปิดพิพิธภัณฑ์ใบชาแห่งเมืองหังโจวในปี 1998 แล้วจะยังเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญที่ส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศจีนอย่างมากอีกด้วย

อ่านต่อ

Edwin Ruud ผู้ประดิษฐ์เครื่องทำน้ำอุ่น คนแรกของโลก!

Edwin Ruud ผู้ประดิษฐ์เครื่องทำน้ำอุ่น คนแรกของโลก!

Edwin Ruud ผู้ประดิษฐ์เครื่องทำน้ำอุ่น คนแรกของโลก!

Edwin Ruud เกิดเมื่อปี 1854 เป็นวิศกรเครื่องกลและเป็นนักประดิษฐ์ชาวนอร์เวย์ แต่ภายหลังได้อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาได้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องทำน้ำอุ่นอัตโนมัติได้สำเร็จในปี 1889

จุดเริ่มต้น เมื่อปี 1880 Edwin Ruudได้เข้ามาทำงานให้กับ George Westinghouse บริษัทผลิตก๊าซและเชื้อเพลิง ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 1889 เขาได้ลองออกแบบเครื่องทำน้ำอุ่น โดยมีวาล์วก๊าซ (gas-valve) เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเขาก็ทำจนสำเร็จและได้จดสิทธิบัตรในปี 1890

ต่อมาในปีเดียวกันนั้น เขาได้ขยายกิจการเครื่องทำน้ำอุ่นที่เขาคิดค้นขึ้น โดยการเปิดบริษัทภายใต้ชื่อ The Fuel Gas and Manufacturing Company และใช้ ชื่อเครื่องทำน้ำอุ่น ว่า The Ruud Instantaneous Automatic Water Heater ซึ่งได้รับความนิยามมากในขณะนั้น แวดวงไฮโซคนมีฐานะดีต่างเข้าแถวซื้อ รวมถึงห้างร้าน โรงแรมต่างๆ ..

กลไกการทำงานของเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นแรกๆ นั้น จะอาศัยขดลวดขนาดใหญ่เป็นตัวนำความร้อน พันอยู่รอบๆ ท่อน้ำเย็นที่ฉีดเข้าไปในเครื่อง โดยใช้ความร้อนจากถ่านไฟ ที่ใส่เข้าไปตรงกลางเครื่อง น้ำเย็นที่วิ่งผ่านขดลวดร้อนๆ จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น ซึ่งกลไกแบบนี้เป็นต้นแบบให้กับการผลิตเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าในปัจจุบันด้วย

อ่านต่อ

สมอง ของมนุษย์นั้นไม่มีส่วนที่รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวด !!

สมองของมนุษย์ นั้นไม่มีส่วนที่รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวด !! - สาระน่ารู้

สมองของมนุษย์ ที่ปราศจากความรู้สึกสมองของมนุษย์นั้นไม่มีส่วนที่รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวด ดังนั้นมันจึงไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เหล่าแพทย์สามารถผ่าตัดสมองให้กับผู้ป่วยที่กำลังรู้สึกตัวอยู่ได้ อ่านต่อ

จระเข้ สัตว์ที่ไม่สามารถแลบลิ้นของมันออกมาได้

จระเข้มีลิ้นที่ไม่สามารถกระดกหรือแลบออกมาได้ เนื่องจาก ลิ้นของจระเข้ จะติดแน่นอยู่บนพื้นในช่องปาก เหยื่อของมันจะถูกบดให้แหลกด้วยลิ้นขนาดใหญ่ โดยการใช้ลิ้นดันเหยื่ออัดแน่นกับเพดานของอุ้งปาก นอกจากนี้แล้วจระเข้ยังกลืนก้อนกรวดหรือก้อนหินเข้าไปในกระเพาะเพื่อช่วยในการบดอาหารด้วย

จระเข้เป็นสัตว์ที่ไม่สามารถแลบ ลิ้นของจระเข้ ออกมาได้ !!

จระเข้ ถือเป็นสัตว์ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร เนื่องจากเป็นสัตว์ผู้ล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ ยกเว้นจระเข้ในวัยอ่อน ที่ตกเป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่กว่าชนิดต่าง ๆ ได้ จระเข้ตัวโตเต็มวัยจะมีพฤติกรรมกินอาหารแบบหมุนตัว  เมื่อจับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่ขณะอยู่ใต้น้ำและต้องการกินเหยื่อจะใช้ปากงับไว้และหมุนตัวเองเพื่อฉีกเนื้อเหยื่อออกเป็นชิ้น

อ่านต่อ

“ตุ๊กตา” มีต้นกำเนิดอย่างไร?

เริ่มแรกของ ตุ๊กตา จะสร้างขึ้นมาให้มีรูปร่างเลียนแบบคล้ายกับมนุษย์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัตถุทางใจ มักจะใช้เป็นของเล่นสำหรับเด็ก หรือบางครั้งเราอาจจะพบว่าตุ๊กตาจะใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ และในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาตุ๊กตาให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น

เคยรู้หรือไม่ว่า “ตุ๊กตา” มีต้นกำเนิดอย่างไร !? - สาระน่ารู้

มีความเชื่อว่า “ตุ๊กตา” มีที่มาจากเทพเจ้าต่างๆ ที่มีการบูชาเคารพนับถือของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปี

“ตุ๊กตา” ในยุคแรกๆ ส่วนมากจะสร้างขึ้นมาจากไม้ ดิน หิน งาช้าง หนังสัตว์ หรือขี้ผึ้ง โดยตุ๊กตาที่สร้างขึ้นมาจะใช้เป็นของเล่นสำหรับ

เด็กผู้หญิงในยุคกรีก-โรมัน (500ปีก่อนคริสตกาล) จะนิยมเล่นตุ๊กตาผู้ใหญ่ที่เป็นเพศหญิงที่ทำมาจากดินเหนียวและไม้ ที่เลียนแบบคล้ายกับคน แขนขาสามารถขยับได้

ส่วนเด็กผู้ชาย ช่างชาวโรมันก็ได้ทำตุ๊กตาทหารจากดินเหนียวและขี้ผึ้งให้เด็กๆ ได้เล่นกัน

หลังจากนั้นก็กำเนิดตุ๊กตา “เด็กทารก” ขึ้นมา และเป็นที่นิยมของเด็กผู้หญิงในสมัยนั้น เพราะเปรียบเสมือนว่าตัวเองกำลังเล่นเป็นแม่อยู่

อ่านต่อ

เขตเวลา ของโลกมีทั้งหมดกี่โซน

โลกของเรา…มี เขตเวลา ทั้งหมด 24 โซนแต่ละโซนเวลาจะแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง

เขตเวลา ของโลกมีทั้งหมดกี่โซน

เขตเวลา (Time zoneหรือที่เรียกว่าเวลาท้องถิ่น โดยทุก ๆ 15 องศาละจิจูด ในแต่ละโซนจะมีเวลาแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง

  • การนับจะเริ่มต้นจากเมือง Greenwich ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเส้นเมอริเดียนแรก 0 องศา
  • เมืองที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง Greenwish เวลาจะเร็วกว่า 1 ชั่วโมง แต่ถ้าอยู่ทางตะวันตก จะช้ากว่า 1 ชั่วโมง
  • GMT ย่อมาจาก Greenwich Mean Time (เวลากลางกรีนวิช)
  • ประเทศไทยของเราอยู่ที่ GMT+7 ซึ่งจะเร็วกว่าเมือง Greenwich 7 ชั่วโมง

อ่านต่อ

ประเทศใดมี อูฐ มากที่สุดในโลก

ประเทศโซมาเลีมี อูฐ บ้าน(ถูกเลี้ยง) เฉลี่ยโดยประมาณ 6,200,000 ตัว

อูฐ มีบทบาทสำคัญในชีวิตของชาวโซมาเลีย ซึ่งดินแดนแห่งนี้สภาพที่แห้งแล้ง อูฐจึงเป็นคำตอบในการดำรงชีวิตของชาวโซมาเลียซึ่งเชื่อว่า อูฐ เป็นสัตว์มหัศจรรย์แห่งดินแดนทะเลทราย

รู้หรือไม่ว่าประเทศใดมี อูฐ มากที่สุดในโลก !! - สาระน่ารู้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “อูฐ”

  • มีทั้งหมด 3 สายพันธ์ ได้แก่ อูฐหนอกเดียว อูฐสองหนอก และอูฐป่า
  • อูฐที่สามารถพบได้บ่อยที่สุดคือ อูฐหนอกเดียว
  • อูฐเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวถึง 40-50 ปีเลยทีเดียว
  • มันสามารถวิ่งได้เร็วถึง 50-65 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • หนอกกลางหลังของอูฐ เป็นแหล่งสะสมไขมัน เพื่อให้มันสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานมันสามารถอยู่ได้ถึง 2 อาทิตย์ โดยไม่มีอาหารและน้ำดื่ม
  • อูฐไม่ค่อยหิวน้ำ เพราะว่าร่างกายของมันดึงน้ำมาใช้น้อยกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ

อ่านต่อ

เบียร์กินเนสส์ Guinness เลิกใช้ปลาในการบ่มเบียร์แล้ว !!

ในปี 2560 เบียร์กินเนสส์ (Guinness) เอาใจชาวมังสวิรัติ โดยทางผู้ผลิตได้เลิกใช้กระเพาะปลาในการกรองยีสต์ ของขั้นตอนการหมักเบียร์ทุกประเภท

เบียร์กินเนสส์ Guinness ได้เลิกใช้ปลาในการบ่มเบียร์
  • เบียร์กินเนสส์ (Guinness) มีประวัติอันยาวนานมากกว่า 256 ปี โดยเบียร์สด Guinness ได้ใช้กระเพราะปลามาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญในการบ่มเบียร์ ทำให้คนที่ทานมังสวิรัติลำบากใจที่จะดื่มมัน
  • หลังปี 2560 เบียร์สด Guinness ได้เลิกใช้กระเพราะปลาในการกรองยีสต์ และของแข็งอื่นๆ ในระหว่างการบ่มเบียร์
  • การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ PETA หรือองค์กรพิทักษ์สัตว์ ได้ออกมาแสดงความยินดีกับทางผู้ผลิต โดยกล่าวว่า…. อ่านต่อ