Uncategorized

Upcycle คืออะไร ? แล้วมีความแตกต่างจาก Recycle ยังไง !

Upcycle หรือการ Upcycling คืออะไร ?

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า “Upcycling” เป็นคำที่แวดวงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวถึงกันเสมอ ๆ เป็นคำที่ใช้งานร่วมกับวาทกรรมแห่งความยั่งยืน โดยคำนี้ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ Cradle to Cradle: Remaking the Way We Make Things เขียนโดย William McDonough ซึ่งในตอนแรกเริ่มนั้น ยังไม่ได้เป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Upcycle

แต่ปัจจุบันนี้ Upcycling ได้รับการกล่าวถึงในแทบทุกแวดวงไม่จำกัดเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ซึ่งคำว่า Upcycling หมายถึงกระบวนการในการแปลงสภาพของวัสดุ หรือสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกแล้วเพื่อเปลี่ยนให้เป็นวัสดุใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม หรือกลายเป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สูงมากขึ้นกว่าเดิมนั้นเอง

แล้ว Upcycle กับ Recycle มีความแตกต่างกันอย่างไร?

การ Upcycleคือ การใช้วัสดุจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกใช้งานแล้ว เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการ Recycle เพราะเมื่อผ่านการ Upcycling หรือ Upcycled ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เดียวกันอีก ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปลี่ยนเสื้อยืดเก่าของคุณ โดยตัดแขนหรือคอเล็กน้อยและเย็บด้านล่าง เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นถุงหรือกระเป๋าผ้าสำหรับใส่ของ เรียกว่าการ Upcycling ง่าย ๆ หรือเป็นการให้ชีวิตใหม่กับเสื้อยืดเก่า เป็นการขยายระยะเวลาการใช้เสื้อยืดในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งแตกต่างจากการ Recycle เพราะหากเป็นการรีไซเคิล เสื้อยืดเก่าจะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นผ้าสำหรับใช้ผลิตเสื้อยืดได้อีกครั้ง

จากนี้ การ Upcycleยังเป็นการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ โดยไม่ทำให้คุณภาพและส่วนประกอบของวัสดุลดลงเพื่อการใช้งานครั้งต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ช้อนส้อมพลาสติก ขวดน้ำดื่มพลาสติกถูกนำกลับมาใช้ใหม่ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นภาชนะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ตามที่สามารถบริโภคได้ เนื่องจากความเสี่ยงของสิ่งที่ซึมเข้าไปในพลาสติก เป็นผลให้สิ่งเหล่านี้จะถูกนำไป Upcycled กลายเป็นสิ่งของ เช่น พรม ของเล่น ม้านั่ง โคมไฟ แจกัน ซึ่งในกรณีเดียวกันนี้ การ Recycle นั้น จะไม่สามารถใช้ได้ เพราะไม่สามารถนำของเสียที่ซึมในพลาสติกออกไปได้ทั้งหมด หากนำมารีไซเคิล ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้อาจจะมีคุณภาพและมูลค่าที่ด้อยกว่า เช่นผลิตเป็นสิ่งของชิ้นใหม่ ซึ่งจะไม่ใช่ช้อนส้อมพลาสติก หรือขวดน้ำพลาสติกเพื่อการบริโภคเช่นเดิม

 Upcycleอาจดูคล้ายคลึงกับ Recycle แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าทั้งสองคำนี้มีวิธีการและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยการ Upcycle นั้น ใช้การออกแบบเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการยืดอายุวัสดุให้เป็นขยะช้าลง ชะลอการเกิดขยะโดยเพิ่มมูลค่าให้กับของเหลือใช้ ให้สามารถใช้ต่อไปได้และเป็นได้มากกว่าขยะเหลือทิ้ง รวมถึงช่วยลดการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ในขณะที่การ Recycle นั้น เป็นการนำวัสดุจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถยืดอายุการใช้งานได้ อาจอยู่ในสภาพแตกหัก เสียหาย มาผลิตเป็นวัสดุเดิมซ้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง แทนที่จะผลิตจากการใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด อย่างเช่น รีไซเคิลกระดาษ เป็นการผลิตกระดาษโดยลดการตัดต้นไม้ หรือนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังใช้วัสดุเดิม แต่ได้คุณภาพและมูลค่าด้อยกว่าเดิม โดยที่ต้องอาศัยการแปรสภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การหลอม ซึ่งต้องใช้พลังงานหรือใช้สารเคมีในกระบวนการแปรสภาพ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลจาก : www.interguardias.com

ติดตามสาระ เทคโนโลยีได้ที่ : www.despumationpress.com

Metalens เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด!! ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ VR อีกครั้ง !!

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน John A. Paulson School of Engineering and Applied Sciences ของมหาวิทลัย Harvard University ได้ค้นพบวิธีการสร้างเลนส์แบบใหม่ Metalens ที่สามารโฟกัสแสงทั้งหมดของ spectrum มารวมกันที่จุดเดียวกันได้แล้ว และนี่จะเป็นความก้าวหน้าใหม่ที่ยิ่งยวดของวงการ VR เลยทีเดียว

จากทฤษฎี เลนส์ตัวนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการออกแบบตัวแว่น เพราะสามารถที่จะบางลงได้อีกจากที่เคย และสามารถใช้งานหน้าจอที่ราคาไม่สูงมาก แต่ก็แสดงสีสันของภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงทำให้การทำตัวแว่น จะเล็กลง และถูกลงอีก

ในปัจจุบันแว่นตา VR จำเป็นต้องมีเลนส์โค้งชิ้นข้างในอยู่หลายชิ้น ด้วยสาเหตุที่ว่าคลื่นแสงแต่ละอันนั้น มีความเร็วในการเดินทางที่แตกต่างกัน ถ้าใช้ชิ้นเลนส์อันเดียว แสงแต่ละสีก็จะเดินทางถึงตาเราไม่พร้อมกัน และจะเกิดปัญหาในการมองระยะใกล้ไกลของภาพที่เรียกว่า Chromatic Aberrations

เลนส์ metalens แบบใหม่นี้ จะมีการเคลือบผิวด้วยเทคโนโลยี nanofins และจะจัดการกับปัญที่ว่ามานั่นเอง และที่สำคัญคือมันยังสามารถผลิตในราคาที่ไม่สูงมากได้ด้วย ซึ่งส่งผลได้อย่างชัดเจนกับต้นทุนการผลิตแว่น VR นั่นเอง

Metalens

ข้อมูล : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระเพิ่มเติม : https://www.despumationpress.com/

ก้าวหน้าไปอีก ! กับ ID NOW เครื่องตรวจโควิด-19 รู้ผลภายใน 5 นาที

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2020 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ออกการอนุมัติการใช้เครื่องตรวจ COVID-19 ของบริษัท Abbott ที่ให้ผลลัพธ์ในการตรวจผลว่าเป็นบวกเพียง 5 นาที และการตรวจผลเป็นลบภายใน 13 นาที เราเรียกเจ้าเครื่องตรวจ COVID-19 นี้ว่า ID NOW

ID NOW เครื่องตรวจโควิด 19 ดีอย่างไร

เครื่อง ID NOWใช้ระบบ isothermal ในการตรวจ ซึ่งทำให้ทดสอบผลลัพธ์อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที จึงทำให้สะดวกในการวินิจฉัยของแพทย์ โดยเครื่องมีความสามารถในการตรวจมากถึง 470 ในการทดสอบต่อ 24 ชั่วโมง จึงช่วยตอบสนองความต้องการในการตรวจหาเชื้อที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าเครื่องนี้จะให้ประสิทธิในการตรวจได้ดีกว่าวิธีการตรวจคัดกรอง coronavirus แบบก่อน ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการตรวจถึง 15 นาที ซึ่งอาจจะไม่ได้ยืนยันความถูกต้องของผลลัพธ์ 100% วิธีการทดสอบอย่างรวดเร็วนี้ใช้วิธีการทดสอบระดับโมเลกุล ซึ่งทำงานกับตัวอย่างน้ำลายและน้ำมูกที่ไหลออกจากผู้ป่วย หมายความว่ามันทำการตรวจโดยการระบุ RNA ของไวรัสในผู้ป่วย ซึ่งมันจะให้ผลตรวจออกมาแม่นยำ กว่าการตรวจแบบที่ใช้เลือดตรวจหาแอนติบอดีของผู้ป่วย ที่อาจจะยังคงมีแอนติบอดีอยู่ในผู้ป่วยที่ฟื้นตัวแต่ไม่มีเชื้อแล้ว

สำหรับการตรวจหาเชื้อในสำหรับผู้ที่รับเชื้อมาแล้วแต่อยู่ในระยะฟักตัว การตรวจแบบเดิมนั้นไม่สามารถหาเชื้อในผู้ป่วยระยะฟักตัวได้ จึงทำได้เพียงต้องกักตัวรอดูอาการ 14 วันก่อน แล้วค่อยมาตรวจใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ หากผู้ที่ติดเชื้อในระยะฟักตัว ไม่ระมัดระวังในการใช้ชีวิตในสังคม อาทิเช่น ไม่มีการ Social Distancing หรือที่เรียกว่าการรักษาระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

เครื่อง ID NOWนั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบาเพียง 6.6 ปอนด์ (ขนาดของเครื่องเท่ากับเครื่องปิ้งขนมปังขนาดเล็ก) เหมาะสำหรับการพกพานำไปตรวจยังสถานที่ต่าง ๆ ไม่ต้องเดินทางไปตรวจที่ห้องแล็บให้ยุ่งยาก ซึ่งตอนนี้เป็นนิยมใช้ในโรงพยาบาลของสหรัฐอเมริกามากที่สุด ข้อมูลจาก Abbott กล่าวว่า มากกว่า 150,000 เครื่องในตอนนี้ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติศูนย์การแพทย์ต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริการวมแล้ว 18 รัฐ และจะเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่องเท่าที่จะทำได้โดยมีเป้าหมายในการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านเครื่องต่อสัปดาห์ หรืออาจจะเป็น 5 ล้านเครื่องต่อเดือน

และที่สำคัญนี่ไม่ใช่การค้นพบเครื่องตรวจโรคครั้งแรกของ Abbott แต่ก่อนหน้านี้ Abbott ยังเคยคิดค้นเครื่องตรวจข้หวัดใหญ่ A & B, Strep A และ RSV ในสหรัฐอเมริกา มาแล้ว นั่นจึงแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของเครื่องตรวจได้เป็นอย่างมาก

 ID NOW  COVID-19

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ : https://www.despumationpress.com/

มาทำความรู้จักกับ ระบบ IPTV( Internet Protocol Television) เทคโนโลยีสู่อนาคต !

IPTV หรือ Internet Protocol Television เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ในการเผยแพร่ข้อมูล ภาพ และเสียงแทนการใช้ หนวดกุ้ง จานดาวเทียม ซึ่งปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคน สามารถจับต้องได้

การควบคุมระบบ IPTV( Internet Protocol Television) โดยทั่วไป จะมีคอมพิวเตอร์ที่เป็นตัวแม่ (Server) เป็นตัวบริหารจัดการเรื่องการจัดส่งข้อมูลไปที่ TV แต่ละเครื่อง ทั้งนี้ อาจส่งข้อมูลเดียวกันหรือแตกต่างกันได้

IPTV ตามบ้าน

สำหรับ IPTV ตามบ้าน ปัจจุบัน ทาง TOT ก็มีให้บริการแล้วด้วยเช่นกัน เราสามารถเข้าถึงข้อมูล ดูหนัง ผ่านทางสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือทางคอมพิวเตอร์ได้พร้อมกับการรับชมผ่านทางทีวี  นอกจากนี้ ยังรองรับการสื่อสารสองทาง หรือ อินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) ทำให้ผู้ชม สามารถสื่อสารได้โดยตรงกับผู้ให้บริการ ให้ลองคิดง่ายๆ ว่า ระบบ IPTV เสมือนมีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในบ้าน

วิธีการเชื่อมต่อระบบ IPTV ตามบ้าน

  • กล่อง STB (Set Top Box)
  • Router เพื่อเป็นตัวกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ต

IPTV ไม่ใช่ของใหม่ และมีมานานมากแล้ว โดยเฉพาะกับธุรกิจโรงแรม ที่มีการประยุกต์ใช้ โดยนำระบบ IPTV มาติดตั้งในห้องพัก และให้บริการสื่อสารกับลูกค้า โดยมีการใส่รายละเอียดลงในทีวี ดังนี้

คุณสมบัติของ IPTV โรงแรม

  • รองรับการเล่นเกมส์
  • รองรับการฟังเพลง ฟังวิทยุออนไลน์
  • รองรับการสั่งซื้อวีดีโอ
  • ส่งข้อความผ่านหน้าจอ หรือส่งโปรโมชั่น
  • ใส่ข้อมูลของโรงแรม ห้องพัก ห้องอาหาร และบริการต่างๆ ของโรงแรม
  • นำเสนอโปรโมชั่นผ่านหน้าจอทีวี
  • สามารถดูรายละเอียดของบิล ข้อความที่มีคนอื่นส่งถึงผ่านหน้าจอ
  • รองรับการเล่นอินเตอร์ รับส่งอีเมล
  • อื่นๆ อีกมากมาย
IPTV( Internet Protocol Television)

ที่มาของข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ : www.despumationpress.com

สำหรับระบบ Fast Charge ชาร์จไว ทำให้แบตเสื่อมไวด้วยเหรอ?

ทุกๆวันนี้ ระบบชาร์จบนสมาร์ตโฟน มาไกลมาก แรงได้ถึง 40W แต่ยังคงมีคำถามว่า ยิ่ง ชาร์จไว แบบนี้ แบตเตอรีจะเสื่อมเร็วหรือไม่? ซึ่ง OPPO ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนที่ใช้เรื่องระบบชาร์จไวอย่าง SuperVOOC เป็นจุดขายของเครื่องตลอดมาก็ออกมา ยอมรับว่ายิ่งชาร์จไวเท่าไหร่ แบตเตอรียิ่งเสื่อมเร็วมากเท่านั้น

เมื่อเดือนก่อน OPPO เปิดตัว OPPO Ace 2 สมาร์ตโฟนตัวแรงมาพร้อมกับ Snapdragon 865, หน้าจอ 90Hz แบตเตอรีความจุ 4,000 mAh ที่รองรับชาร์จไวได้แรงถึง 65W และชาร์จไร้สายแรงถึง 40W โดยกำลังไฟถึง 65W นั้นเป็นกำลังไฟที่แรงระดับเดียวกับโน้ตบุ๊กเลยทีเดียว

ทั้งนี้ OPPO ได้ยืนยันกับทาง AnandTech ด้วยตัวเองว่า “Fast Charge หรือ ชาร์จไว ไม่เป็นผลดีต่อแบตเตอรีในระยะยาว” โดย Andrei F. เผยข้อมูลจาก OPPO ว่า กำลังไฟ 40W ทำให้ประสิทธิภาพแบตเตอรีเหลือเพียง 70% ในขณะที่กำลังไฟ 15W ทำให้ประสิทธิภาพแบตเตอรีเหลือถึง 90% เมื่อใช้ในระยะเวลาเท่ากัน

นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำไมผู้ผลิตแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Apple, Samsung และ OnePlus เลือกไม่ทำระบบชาร์จไวที่มากเกินไปออกมา โดย Apple มีชาร์จไว 18W มาให้ในกล่อง ส่วน Samsung มี ชาร์จไว 25W มาให้ในกล่อง และ OnePlus มี ชาร์จเร็ว  30W มาให้ เป็นไปได้ว่าแบรนด์ที่เน้นให้คนใช้สมาร์ตโฟนในระยะยาวอาจจะไม่เน้นระบบชาร์จไวที่มากเกินไปเพื่อถนอมแบตเตอรีให้สามารถอยู่ได้นาน

ชาร์จไว
ชาร์จไว

ข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.despumationpress.com

เทคโนโลยี บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ รักษาภาวะ มีบุตรยาก !!

บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ (Blastocyst Culture)

สำหรับสามีภรรยาที่ต้องการสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์ทั้งพ่อ แม่ ลูก อาจจะต้องการมีเจ้าตัวน้อยมาสร้างสีสันให้กับชีวิต พร้อมทั้งสร้างอนาคตให้กับครอบครัวต่อไป แต่กับบางคู่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยให้ปัญหาภาวะมีบุตรยากสามารถแก้ไขได้ ด้วย บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ (Blastocyst Culture)

บลาสโตซิสท์คัลเจอร์

การทำเทคโนโลยีบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ เหมาะกับใครบ้าง

  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องท่อนำไข่ เช่น ท่อนำไข่ตีบ/ตัน  ใช้การไม่ได้ หรือกรณีคนที่ทำหมันมาแล้วต้องการมีบุตร
  • คู่สมรสที่ฝ่ายชายที่มีปัญหาเรื่องเชื้ออสุจิ
  • คู่สมรสที่พยายามมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติเกิน 1 ปี แต่ยังคงไม่สามารถมีบุตรได้ โดยไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาภาวะมีบุตรยาก ด้วยเทคโนโลยีบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ (Blastocyst Culture)

นพ.มรว. ทองทิศ ทองใหญ่ แพทย์ผู้ชำนาญการสูตินรีแพทย์และรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า เทคโนโลยีบลาสโตซิสท์คัลเจอร์ (Blastocyst Culture) คือการทำการปฏิสนธิของไข่และอสุจิภายนอกร่างกายแล้วเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปจนถึงระยะ Blastocyst แล้วจึงนำกลับใส่คืนสู่โพรงมดลูกเพื่อให้ไปฝังตัวและเกิดเป็นทารกต่อไป การเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายจนถึงระยะ Blastocyst นั้นต้องใช้ระยะเวลา 5 วัน และจะต้องใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนตามความต้องการสารอาหารของตัวอ่อนแต่ละระยะ

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสภาวะแวดล้อมในการเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกร่างกายได้นานขึ้น (5-6วัน) จนกระทั่งตัวอ่อนเจริญเติบโตไปถึงระยะ Blastocyst ซึ่งเป็นตัวอ่อนที่มีการพัฒนาไปถึงขั้นสูงที่สุดก่อนที่จะฝังตัวเกิดเป็นเด็ก และเป็นระยะที่อยู่ในโพรงมดลูกตามธรรมชาติ เมื่อใส่ตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูก ตัวอ่อนจึงสามารถฝังตัวได้ทันที จึงทำให้อัตราการตั้งครรภ์ของวิธีการนี้สูงกว่าการใส่ตัวอ่อนในระยะอื่น ๆ ทั้งหมด

ทั้งนี้คู่สมรสควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์เบื้องต้น เพื่อรับทราบถึงข้อจำกัด รวมถึงการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนเริ่มกระบวนการรักษา โดยฝ่ายหญิงจะต้องมีการตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น เพื่อเช็กการทำงานของรังไข่ ท่อนำไข่ และตรวจเช็คสภาพของมดลูกและโพรงมดลูก ส่วนฝ่ายชายจะต้องมีการตรวจเช็คคุณภาพและการทำงานของอสุจิ ก่อนเริ่มกระบวนการการรักษาต่อไป

แหล่งที่มาข้อมูล  : https://www.interguardias.com/ช่วยรักษาภาวะ-มี…สโตซิสท์คัลเจอร์

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ : https://www.despumationpress.com

Chatbot & Conversational Platform มารู้จักกับ เทคโนโลยีสู่อนาคต

Chatbot คืออะไร ? ยังไง ?

สั้นๆง่ายๆ Chatbotก็คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดนึง ที่มีไว้สื่อสารโดยการสนทนากับมนุษย์ เพื่อประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางนึง โดยที่เจ้า Chatbot เนี่ย ขอยกตัวอย่างแบบหลักๆ 2 แบบที่พบบ่อยนะครับ อันแรกคือแบบที่ถูกกำหนดด้วยกฎต่างๆ(Based on rules) กับแบบที่มีปัญญาประดิษฐ์ AI(Artificial Intelligence) คือใช้ Machine learning เข้ามาช่วย

ซึ่งแบบที่ใช้กฎ (Based on rules) นั้น ถ้าอยากให้เจ้า Chatbotของเราเก่งหน่อย อาจจะต้องสร้างกฎไว้ให้หลายๆข้อ เพื่อให้ครอบคลุมหลายๆเคสและตรงตามเป้าหมายที่เราต้องการให้ Chatbotเป็น เพราะ Chatbotแบบนี้จะสามารถโต้ตอบได้เฉพาะคำสั่งที่เราได้สร้างขึ้นไว้ตามกฎของเรา เกิดถ้าผู้ใช้ตอบกลับในบางคำสั่งที่เราไม่ได้เตรียมไว้ ตัว Chatbotเองก็อาจไม่เข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไร

ส่วนแบบที่ใช้ AI นั้นจะมีความยากในการทำมากกว่า เพราะอาจจะต้องมีการนำ Natural Language Processing (NLP) และ Natural Language Understanding (NLU) มาใช้ เพื่อช่วยให้ Chatbotของเราเข้าใจภาษามนุษย์ รูปประโยค ความหมายที่มนุษย์ต้องการสื่อได้ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็มีบริษัทใหญ่ๆ หลายๆเจ้า ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยี NLP-NLU ไม่ว่าจะเป็น IBM, Microsoft, Google หรือแม้กระทั่ง Facebook

Chatbot
ภาพจาก https://www.cybermak.net/partners/kore-ai/

Chatbot ดีอย่างไร ?

อันนี้น่าสนใจมาก เพราะด้วยความที่ Chatbotนั้น มันสามารถประยุกต์ให้เข้ากับหลายๆ แพลตฟอร์ม หลายๆ ธุรกิจได้ มันจึงเปรียบเสมือนตัวช่วยที่ดีมากๆตัวนึง ที่จะคอยมาช่วยเราดูแลลูกค้าหรือผู้ใช้งานแพลตฟอร์มและธุรกิจของเรา อย่างเช่น

  • คอยตอบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน
  • นำเสนอข่าวสาร โปรโมชั่น จากร้านค้าหรือสำนักข่าวต่างๆ
  • ช่วยในการปิดการขายสินค้า คอยแนะนำลูกค้า สร้างบิล และหน้าจ่ายเงิน
  • ให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ
  • ช่วยดูแลลูกค้า อย่างเช่นในธุรกิจการบิน สามารถดูไฟล์ เช็คอิน เที่ยวบินและอื่นๆได้
  • ช่วยปรับปรุงสินค้า เอ๊ะ ช่วยปรับปรุงยังไง คือมันมีบอทที่ช่วยคุยกับลูกค้าเพื่อหาฟีดแบ็กว่า เบียร์ที่ลูกค้าดื่มมีรสชาติดี ไม่ดี กลิ่นเป็นยังไง ราคาเป็นยังไง ซึ่งสามารถเก็บเอาข้อมูลส่วนนี้มาพัฒนารสชาติและราคาได้ทันที
  • ผู้ช่วยด้านการเงิน อย่างของ American Express ปล่อยเจ้า Amex Bot ที่คอยช่วยดูเรื่องของสิทธิประโยชน์ แจ้งการทำธุรกรรมหรือแม้แต่อัพเดทวงเงิน ทำให้ผู้ใช้บัตรเครดิตสะดวกขึ้นไปอีกขั้น

ที่มาและแหล่งข้อมูล :  https://www.interguardias.com/มารู้จักกับ-chat…ยีอำนวยความสะดวก

ติดตามสาระเพิ่มเติม : https://www.despumationpress.com

การออกกำลังกาย ที่ถูกต้องในช่วงโควิดระบาด

ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์การกีฬา ออกมาแนะนำ การออกกำลังกาย ที่ถูกต้อง เพื่อให้ปลอดโรค-ปลอดภัยจากโควิด

การออกกำลังกาย

หลังจากรัฐบาลได้มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยให้มีการ เปิดสวนสาธารณะให้ประชาชนมาออกกำลังกายตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้กำหนดมาตรการในการควบคุมอย่างเคร่งครัด คือ การรักษาระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัยนั้น ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์การกีฬา “เอสซีจี แบดมินตัน อะคาเดมี่” กล่าวว่า ประชาชนควรมีวินัยในการออกกำลังกายด้วยการรักษาระยะห่าง ส่วนการสวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายขาดอากาศ มีอาการมึนศีรษะ หัวใจทำงานหนักขึ้น เพราะในขณะออกกำลังกายหัวใจทำงานหนักขึ้น 2-3 เท่า ขณะที่อัตราการไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ 3-5 เท่า แล้วแต่ความแรงของการออกกำลังกาย

“ลองนึกดู แม้แต่เวลาใส่หน้ากากนั่งอยู่เฉยๆ เรายังรู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวกเลย ดังนั้น พอไปออกแรงเยอะขึ้นก็ยิ่งจะทำให้การหายใจทำได้ลำบาก และการขาดอากาศอาจจะทำให้ช็อกถึงขั้นหมดสติได้ ซึ่งการจะออกกำลังกายให้ปลอดภัยในสวนสาธารณะ สิ่งสำคัญเราต้องมีวินัยในตัวเอง รักษาระยะห่างอย่างน้อย 3-5 เมตร หรือยิ่งห่างมากเท่าไรยิ่งดี แต่หากจำเป็นต้องใส่หน้ากากก็ควรจะปลดหน้ากากในบางช่วง หรือหากเป็นไปได้ เลือกเวลาการออกกำลังกายที่ปลอดคนจะดีที่สุด”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกกำลังกายยังแนะนำเรื่องการออกกำลังกายที่ถูกต้องว่า ก่อนอื่นต้องเรียนรู้ความหมายและประเภทของการออกกำลังกายก่อน บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการทำงานบ้าน หรือการทำอะไรให้เหนื่อยและเหงื่อออกคือการออกกำลังกาย

สำหรับการรักษาสุขภาพร่างกายที่ดี สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญ คือ ต้องดูแลปอดและหัวใจให้แข็งแรง เพราะปอด เป็นอวัยวะสำคัญในการนำพลังงาน คือ ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย โดยมี “หัวใจ” ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดนำสารอาหารต่างๆ และออกซิเจนไปให้เซลล์ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อบริหารปอด หัวใจให้แข็งแรงคือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

ศ.ดร.เจริญ ยังแนะนำอีกว่า การออกกำลังกายควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่อสุขภาพดีขึ้นจึงค่อยๆ ปรับเพิ่มเป็น 4-5 ครั้ง หรืออาจจะเป็น 6 วันต่อสัปดาห์ ส่วนระดับความหนักหรือความเหนื่อย ควรทำให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายตัวเอง เพราะการออกกำลังกายเป็นการเรียนรู้การปรับสภาพร่างกายของตนเอง ไม่ใช่การเลียนแบบหรือทำตามคนอื่น ขณะที่รูปแบบและวิธีการในการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับความชอบ ความถนัดของแต่ละบุคคล แต่ไม่ควรออกกำลังกายซ้ำๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ ซึ่งเปรียบได้กับการรับประทานอาหารซ้ำซากทุกวัน ก็จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารใหม่ๆ ไปสร้างเสริมสุขภาพร่างกาย ซึ่งในที่สุดสุขภาพร่างกายก็ไม่ได้รับการพัฒนา

ข้อมูลจาก : https://www.thairath.co.th/sport/others/1837873

ติดตามข่าวสารผ่านทางเราได้ที่นี่ : https://www.despumationpress.com

ONE@HOME workouts! กับ “ริกะ อิชิเกะ” เรียกเหงื่อช่วงกักตัว

ONE@HOME workouts!
ภาพจาก Rika “Tiny Doll” Ishige / ริกะ อิชิเกะ

ท่ามกลางวิกฤตของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์นี้ ทำให้ ริกะ ” Tiny Doll ” อิชิเกะ นักกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น จากที่เคยเข้ายิมหรือฟิตเนสเป็นประจำ การต้องกักตัวอยู่บ้านเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเธออย่างแน่นอน ทำให้ล่าสุด สาวจอมบู๊หน้าสวยลุกขึ้นมาอัดคลิปในแคมเปญ ONE@HOME workouts! ซะเลย
    โดยเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน เพจ ONE Championship องค์กรต้นสังกัดของกำปั้นสาววัย 31 ปี ได้เผยแพร่คลิปการออกกำลังกายของริกะ ด้วยการใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายๆในบ้าน เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือเบาะโยคะ ซึ่งเธอมาสาธิตท่าเบสิคอย่าง Towel Superman Rollout, Towel Banana และ Towel Plank To Pike จนล่าสุดมีคนดูไปแล้วกว่า 4 แสนครั้งเลยทีเดียว
    สำหรับ ONE คือหนึ่งในองค์กรกีฬาที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 แต่อย่างไรก็ดี ทาง ONE เองก็พร้อมจะกลับมาจัดการแข่งขันในภาวะปกติอีกครั้งทันที ถ้าสถานการณ์ของโรคระบาดดีขึ้น

สำหรับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 เรียกว่าส่งผลกระทบอย่างมากต่อทุกคนและทุกวงการกันเลยทีเดียว รัฐบาลแต่ละประเทศมีมาตรการเพื่อป้องกัน ยับยั้ง การแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสตัวนี้กันอย่างจริงจัง รวมถึงประเทศไทยที่ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกจากเคหสถานช่วงกลางคืนในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนบางจังหวัดก็ชิงประกาศล็อกดาวน์ก่อนหน้านี้ไปเรียบร้อย

ติดตามข่าวสาร กีฬาช่วงโควิดได้ที่ : https://www.despumationpress.com

 

Petsercise การออกกำลังกายร่วมกับสัตว์เลี้ยง ในช่วงกักตัว

Petsercise การออกกำลังกายร่วมกับสัตว์เลี้ยง

Petsercise มีวิดีโอออนไลน์ที่สามารถทำตามได้ โดยวิดีโอหลายชิ้น มีการปรึกษากันของสัตวแพทย์ และเทรนเนอร์ส่วตัวของคน ว่าเหมาะสมไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง  

VitusVet เป็นแอปที่สัตวแพทย์ สามารถใช้ติดต่อกับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ได้อย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพ ซึ่งพบว่าอยู่ที่คนเก็บตัวอยู่บ้าน ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คนที่เลี้ยงสัตว์จะรู้สึกอบอุ่นใจ ไม่เหงา  

ซึ่ง VitusVet ได้ทำการสำรวจคนในอเมริกา จำนวนกว่า 1 พันคน พบว่าในช่วงที่มีการระบาด จำนวน 52% รู้สึกอุ่นใจ เป็นที่รักมากกว่าปกติ เพราะมีสัตว์เลี้ยง และเจ้าของสัตว์เลี้ยง 53% บอกว่ากิจกรรมที่ทำร่วมกับสัตว์เลี้ยงตอนกักตัวคือ การออกกำลังกายกับสัตว์เลี้ยง หรือ Petsercise คือการรวมคำระหว่าง Pet + Exercise (สัตว์ + การออกกำลังกาย)  

อาทิ Petsercise ของ ลูอิส สมิธ (Louis Smith) นักยิมนาสติกของอังกฤษ เจ้าเหรียญเงินโอลิมปิกปี 2012 ที่กรุงลอนดอน สอน การออกกำลังกาย ร่วมกับสุนัข ที่เหมาะกับเจ้าของสุนัข ที่ไม่มีเวลาพาสุนัขไปเดินออกกำลังกาย และส่งผลให้สุนัขเป็นโรคอ้วน  

นอกจากนี้มีการทำโพลล์สำรวจของ Argos เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ยอดนิยมของอังกฤษ  พบว่าการออกกำลังกายที่บ้านร่วมกับสัตว์เลี้ยง เป็นการออกกำลังกายที่มาแรงอย่างมาก โดย 65% เลือกสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคู่หูอันดับ 1 ในการออกกำลังกาย และอีก 51% สัตว์เลี้ยงเป็นแรงจูงใจที่ดีมากให้ออกกำลังกาย

รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/O6dx-gPkQ-M

ขอบคุณที่มาของแหล่งข้อมูล : https://ch3thailandnews.bectero.com/news/185910

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเราได้ที่ : https://www.despumationpress.com