อาหาร

อาหารป้องกันมะเร็ง

มะเร็ง สามารถป้องกันได้ ถ้าเราเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ !!

1 ใน 3 ของโรคมะเร็งรักษาได้ และอีกส่วนหนึ่งก็สามารถป้องกันได้ ถ้าเราเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์

มะเร็ง สามารถป้องกันได้ ถ้าเราเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ !!

Don’ t
อาหารทอด เทมปุระ มันฝรั่งทอด
อาหารทำเค็ม ไข่เค็ม กุนเชียง
อาหารไขมันสูง เนื้อติดมัน ไส้กรอก
อาหารค้างคืน ข้าวเย็น ขนมปังที่เก็บไว้นาน
อาหารปิ้ง, ย่าง ปีกไก่ย่าง ข้าวโพดปิ้ง เนื้อย่าง

Do
ผักสด มะเชือเทศ กะหล่ำปลี บล็อกเคอลี่
อาหารที่มีเส้นใย ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
น้ำมันเพื่อสุขภาพ น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง

อ่านต่อ

การทานฟาสต์ฟู้ด บ่อยเกินไป อาจทำให้คะแนนสอบต่ำลง

การทานอาหารฟาสต์ฟู้ด มากเกินไปไม่เพียงแค่ทำให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเสียแล้ว แต่ยังทำให้ผลคะแนนสอบต่ำลงด้วย จากงานวิจัยของคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ ที่รัฐเทนเนสซี ที่ทำการศึกษากับนักเรียนชั้นประถมศึกษาจำนวน 5,500 คน โดยการติดตามพฤติกรรมการกินของเด็กนักเรียน อายุ 10-11 ขวบ แล้วเปรียบเทียบกับผลการทดสอบวิชาการอ่าน และวิชาคณิตศาสตร์

ในภาพรวมเด็กนักเรียนจะทำคะแนนในการทดสอบได้ระหว่าง 58-181 คะแนน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 141.5 คะแนน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนครั้งที่ทานฟาสต์ฟู้ด พบว่า นักเรียนเกินกว่าครึ่งที่ทานฟาสต์ฟู้ดมากกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ก่อนสอบได้คะแนนสอบต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ดังนี้

คนที่ทาน 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำคะแนนสอบได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 7 คะแนน, คนที่ทาน 1 ครั้งต่อวัน ทำคะแนนสอบได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 คะแนน และคนที่ทาน 3 ครั้งต่อวัน ทำคะแนนสอบต่ำลงถึง 19 คะแนน จากงานวิจัยครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า การทานฟาสต์ฟู้ดที่บ่อยมากขึ้นนั้น มีความสัมพันธ์กับการที่คะแนนสอบต่ำลง

แม้ว่างานวิจัยนี้จะไม่ได้วิจัยถึงผลกระทบต่อสมองโดยตรง เพียงแต่วัดจากคะแนนทำสอบ และความบ่อยในการทานฟาสต์ฟู้ดเท่านั้น แต่เพื่อความไม่ประมาท ควรทานอาหารที่มีคุณค่าในแต่ละวันให้ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อประโยชน์ สูงสุดต่อระบบการทำงานของร่างกาย

การทานอาหารฟาสต์ฟู้ด บ่อยเกินไป อาจทำให้คะแนนสอบต่ำลง

อ่านต่อ

ปรุงเนื้อด้วยเครื่องเทศ ป้องกันมะเร็งได้

ปรุงเนื้อด้วย เครื่องเทศ ป้องกันมะเร็ง

เนื้อสัตว์ที่ประกอบอาหารด้วยการผ่านความร้อน เช่น อบ ย่าง ต้ม หรือทอด จะมีสาร Heterocyclic Animes (HCAs) ส่งผลให้ผู้รับประทานเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ กระเพาะ ปอด ตับอ่อน เต้านม และต่อมลูกหมาก มากน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะของการให้ความร้อน

สาร HCAs ลดลงได้ด้วยเครื่องเทศที่ใช้ในการประกอบอาหาร เนื่องจากงานวิจัยของ J. Scott Smith ศาสตราจารย์ทางเคมีอาหาร จากมหาวิทยาลัยรัฐแคนซัส (Kansas) ที่ทำการวิจัยกับเครื่องเทศ 6 ชนิด คือ ยี่หร่า, เมล็ดผักชี, ข่า, กระชาย, โรสแมรี่ และขมิ้น พบว่ามีระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่ยับยั้ง HCAs ได้สูงในกระชาย โรสแมรี่ และขมิ้น และสูงที่สุดในโรสแมรี่

งานวิจัยก่อนหน้านี้ยังระบุด้วยว่า เครื่องเทศไทย และเครื่องเทศอื่นๆ เช่น อบเชย ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ยับยั้ง HCAs ได้เช่นกัน แต่มีระดับมากน้อยแตกต่างกันตามชนิดของเครื่องเทศ

แม้ว่าการประกอบอาหารเนื้อสัตว์ ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า 177.78 องศาเซลเซียส ไม่เกิน 4 นาที จะพบ HCAs น้อยมากหรือไม่พบเลย แต่ในความเป็นจริงการทำอาหาร 1 จาน มักใช้เวลามากกว่า 4 นาที ดังนั้น เมื่อต้องประกอบอาหารเนื้อสัตว์ หากต้องการลดความเสี่ยงในการเพิ่ม HCAs ควรใส่เครื่องเทศลงในเมนูทุกครั้ง

รู้หรือไม่ปรุงเนื้อด้วย เครื่องเทศ ป้องกันมะเร็งได้ - สาระน่ารู้

อ่านต่อ

กินอาหารหน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี

กินอาหาร หน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี

การ กินอาหาร ในหน้าร้อน มักเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หากจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเช่นนี้ ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงของหมักดอง หรืออาหารทะเล และตัวช่วยที่ดีอีกอย่างคือ ควรกินร้อนช้อนกลางจะดีที่สุด

ไม่ว่าฤดูไหนในเมืองไทยก็ดูร้อนไปซะหมด แต่จะร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นช่วงฤดูร้อนนี่ล่ะค่ะ และสิ่งที่ตามมากับ
อากาศร้อนๆ แบบนี้ ก็มักเป็นปัญหาที่มาจากการกินอาหาร เพราะเจ้าเชื้อโรคต่างๆ มักเจริญเติบโตได้ดี แล้วเราควรเลือกกินอาหารอย่างไรให้ห่างไกลจากอาการท้องเสีย ตามไปดูกันเลยค่ะ

หากจะ กินอาหาร หน้าร้อน ต้องเลือกอย่างถูกวิธี !! สาระน่ารู้

โรคที่มากับหน้าร้อน

มักเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพราะในฤดูร้อนเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคชอบเป็นพิเศษ และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว อาหารที่ใช้กะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียเร็วกว่าปกติ นอกจากอาหารแล้วเครื่องดื่มก็สำคัญ โดยเฉพาะน้ำแข็ง ยิ่งร้อนมากเท่าไรยิ่งอยากกินน้ำแข็งมากขึ้น รู้ไหมคะว่าน้ำแข็งมักไม่ค่อยสะอาด อาการอีกอย่างที่ชอบเกิดในช่วงนี้คือ จะทำให้เราเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินไม่ตรงเวลา ส่งผลถึงระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น

กินอย่างไรให้ดี

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ช่วงอากาศร้อนร่างกายจะขับเหงื่อออกมาก ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ การได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันคือ 0.05 ลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ต้องการน้ำ 2.5 ลิตร (8-10 แก้ว) นอกจากน้ำเปล่าแล้ว ควรกินผลไม้ที่น้ำเพิ่มเติมด้วย เช่น แตงโม แตงกวา ฟัก เป็นต้น

2. เลี่ยงของหวาน
อากาศร้อนยิ่งทำให้อยากกินของเย็นๆ มากยิ่งขึ้น เช่น ไอศกรีมเพื่อดับร้อน ความจริงแล้วเราสามารถกินได้ แต่ไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะทั้งหวานทั้งมัน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากเป็นไอศกรีมกะทิอาจจะทำให้ปวดท้องได้เมื่อกินในปริมาณมาก แนะนำให้เลือกกินประเภท ซอร์เบท (Sorbet) หรือเปลี่ยนเป็นสมูทตี้ เบอร์รี่ หรือผลไม้อื่น จะให้ความสดชื่นมากยิ่งขึ้น และในส่วนของน้ำแข็งขอให้เน้นที่ความสะอาดด้วยค่ะ

3. เลือกกินเป็นพิเศษ
อาหารที่ต้องระวัง ได้แก่ อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ที่เก็บในอุณหภูมิไม่เพียงพอ ส่งผลให้อาหารไม่สด เมื่อนำมาปิ้งย่างไม่สุก หรือ นำมายำใส่ผักสด เช่น ส้มตำ ปลาหมึกย่าง ยำหอย ยำทะเล ก็จะพลอยทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ นอกจากนี้ อาหารที่มีไก่และไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวมันไก่ น้ำสลัด หรือมายองเนส ซึ่งมีไข่แดงดิบเป็นส่วนประกอบ ในไก่และไข่ที่ไม่สุกอาจจะมีเชื้อแซลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้เช่นกัน

4. งดอาหารหมักดอง
โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาด เพราะอากาศร้อนทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี เช่น ยีสต์และเชื้อรา กะปิ แหนม ปลาร้า เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน นอกจากนี้ ถ้ามีเชื้อไวรัสก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะในแหนม นอกจากจะมีโอกาสได้รับพยาธิตัวตืดแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

5. งดน้ำแข็ง
ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งทั้งแบบก้อน และแบบไสละเอียด ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่น่าเป็นห่วง เพราะกระบวนการผลิตมักทำกันแบบง่ายๆ ไม่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ไปจนถึงเครื่องมือ รวมถึงขั้นตอนการจัดส่ง การบริโภคน้ำแข็งที่ไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์ ฯลฯ

6. กินร้อนช้อนกลาง
การกินอาหารร้อน ปรุงสดใหม่ ทำให้ปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการใช้ช้อนกลางตักอาหาร ยังสามารถป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านทางน้ำลายลงในอาหาร ซึ่งมีถึง 8 โรคด้วยกัน คือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คอตีบ คางทูม โบลิโอ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบบี และโรคซาร์ส ฉะนั้นช้อนกลางจึงถูกเปรียบเปรยเป็น “กำแพงกั้นเชื้อโรค” และยังช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากน้ำลายลงสู่อาหาร ทำให้อาหารบูดเสียได้ช้าลงอีกด้วย เรียกได้ว่าคนก็ปลอดภัย อาหารก็ปลอดเชื้อนั่นเองค่ะ

อ่านต่อ